พระพุทธประวัติแบบรวม

ลพ.ปราโมทย์ ปาโมชฺโช:รู้ทันกันหลง540731

หลวงพ่อธี:อนัตตาสุดยอด 54-07-02

ปรุะวัติถ้ำเมืองนะ ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ธรรมะจากพระผู้รู้ - ฉบับที่ ๑๐๙

ที่มา ธรรมะใกล้ตัว

Print PDF

วันเสาร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2553

วันศุกร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ใครอยากไปนิพพาน ลองฟังทางนี้ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แผ่นที่ ๓๖

หลวงพ่อปราโมทย์ ปราโมชโช

แผ่นที่ 36
MP3 WMA

128Kb64Kb
วันเสาร์ที่ 31 กรกฏาคม 2553(A) 24,984 KB 12,464 KB 9,530 KB
วันเสาร์ที่ 31 กรกฏาคม 2553(B) 45,568 KB 22,732 KB 17,380 KB
วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม 2553 23,755 KB 11,851 KB 9,062 KB
วันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม 2553 29,913 KB 14,923 KB 11,411 KB
วันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม 2553(A) 28,170 KB 14,053 KB 10,747 KB
วันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม 2553(B) 50,130 KB 25,007 KB 19,117 KB
วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม 2553(A) 28,125 KB 14,031 KB 10,729 KB
วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม 2553(B) 59,763 KB 29,812 KB 22,791 KB
วันศุกร์ที่ 3 กันยายน 2553 28,650 KB 14,293 KB 10,930 KB
วันเสาร์ที่ 4 กันยายน 2553 27,438 KB 13,688 KB 10,471 KB
วันอาทิตย์ที่ 5 กันยายน 2553(A) 28,260 KB 14,098 KB 10,780 KB
วันอาทิตย์ที่ 5 กันยายน 2553(B) 47,589 KB 23,740 KB 18,148 KB
วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน 2553(A) 29,524 KB 14,729 KB 11,261 KB
วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน 2553(B) 60,182 KB 30,021 KB 22,950 KB
วันศุกร์ที่ 17 กันยายน 2553(A) 25,598 KB 12,770 KB 9,764 KB
วันศุกร์ที่ 17 กันยายน 2553(B) 49,777 KB 24,831 KB 18,983 KB
วันศุกร์ที่ 24 กันยายน 2553 29,078 KB 14,506 KB 11,091 KB
วันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายน 2553(A) 24,667 KB 12,306 KB 9,409 KB
วันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายน 2553(B) 62,877 KB 31,365 KB 23,977 KB

คำชี้แจงการดาวน์โหลด อ่าน
1.ขอแนะนำให้ทุกท่านดาวน์โหลดไฟล์ไปเก็บไว้ที่เครื่องก่อนที่จะฟัง ไม่ควรฟังจากเซิร์ฟเวอร์โดยตรง
เพราะจะทำให้เกิดการดาวน์โหลดจากเซิร์ฟเวอร์ทุกครั้งที่ทำการฟัง
และยังจะทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรทางด้านเน็ตเวอร์คมากขึ้นทั้งที่สามารถหลีกเลี่ยงได้
2.วิธีการดาวน์โหลดจากเซิร์ฟเวอร์ไปฟังนั้น แยกตามบราวเซอร์ได้ดังนี้
1.IE (Internet Explorer) ให้กดคลิ้กปุ่มขวา จะมีชอร์ตคัตเมนูขึ้นมา
ให้เลือก Save As แล้วเลือกเก็บไฟล์ไวัในโพลเดอร์ที่ต้องการ
2.Mozilla Firefox ให้กดคลิกปุ่มขวา จะมีชอร์ตคัตเมนูขึ้นมา
ให้เลือก Save Link As แล้วเลือกเก็บไฟล์ไว้ในโฟลเดอร์ที่ต้องการ
3.Mac
1.หากเป็นเมาส์แบบ 2 ปุ่ม ให้คลิกปุ่มขวา จะมี Dialog Box ขึ้นมา
ให้เลือก Save File As แล้วเลือกเก็บไฟล์ไว้ในไดเร็คทอรีที่ต้องการ
2.หากเป็นเมาส์แบบ 1 ปุ่ม ให้กดปุ่ม command หรือปุ่มรูปแอปเปิ้ล แล้วคลิก
จะมีชอร์ตคัตเมนูขึ้นมา ให้เลือก Save File As แล้วเลือกเก็บไฟล์ไว้ในไดเร็คทอรีที่ต้องการ
3.การใช้โปรแกรมช่วยดาวน์โหลด หรือช่วยเร่งดาวน์โหลด เช่น FlashGet จะไม่สามารถใช้งานได้อีก
เพราะเซิร์ฟเวอร์จะมองว่าเป็นการโจมตี แล้วจะทำให้ไม่สามารถดาวน์โหลดได้
โดยจะมีอาการประหลาดหลายอย่าง เช่น ดาวน์โหลดวนไปมาไม่เสร็จสักที
หรือไม่สามารถดาวน์โหลดได้เลย
4.สำหรับผู้ที่ใช้ Mozilla Firefox และใช้ Add on เพื่อช่วยดาวน์โหลดนั้น
สามารถใช้ DownThemAll ได้โดยไม่มีปัญหาอะไร
แต่การดาวน์โหลดที่เกิดขึ้น จะมีเพียง session เดียว ไม่สามารถแตกไฟล์ได้
5.ท่านที่ดาวน์โหลดแล้วไม่เห็นขนาดไฟล์ ขอให้เข้าใจว่าเป็นลักษณะอาการที่เป็นปกติ
เพราะจะช่วยให้โปรแกรมที่โจมตี ไม่สามารถทำงานได้ เพราะไม่สามารถประเมินได้ว่า
ควรจะโจมตีที่ไฟล์ใด

ในกรณีที่ท่านประสบปัญหาในการดาวน์โหลด
ขอให้แจ้งมาที่ support.wimutti.net@gmail.com โดยให้แจ้งพร้อมรายละเอียดดังนี้
1.ประเทศที่ท่านอยู่ในขณะที่ดาวน์โหลด และเวลาที่เป็นเวลาท้องถิ่น (Local Time)
พร้อมเวลาที่ทด (Daylight Saving Time: DST) ถ้ามี
2.บราวเซอร์ที่ท่านใช้
3.ไฟล์ที่ท่านดาวน์โหลด
4.หน้าที่ท่านเข้าไปดาวน์โหลด
5.เซิร์ฟเวอร์ที่ท่านดาวน์ ซึ่งในข้อ 3, 4 และ 5 หากท่านส่ง url
หรือลิงก์ที่ปรากฎในช่อง address ของบราวเซอร์มา ก็ใช้ได้เหมือนกัน
6.ข้อความ Error ที่ได้รับ (ข้อนี้สำคัญมาก เพราะหากไม่บอก
ทางผู้ทำหน้าที่ให้การช่วยเหลือจะไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้
และจะต้องสอบถามกลับไป ซึ่งจะทำให้เกิดความล่าช้าในการแก้ไขปัญหา)

ขอแสดงความนับถือ
wimutti.net

ซ่อน

ที่มา วิมุตติ

วันศุกร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ไตรสิกขา

ที่มา Dhammada.net

ไตรสิกขา

ไตรสิกขา

mp 3 (for download) : ไตรสิกขา

หลวงพ่อปราโมทย์: เมื่อเดือนก่อนไปกราบท่านอาจารย์มหาบัว ท่านไม่สบายนะวันที่ไปน่ะ เป็นวันฉัตรมงคลหรือเปล่า ใช่ไหม เป็นวันฉัตรมงคล ตอนเช้าท่านออกมารับโยมนะ ฉันไปนิดหน่อยหรือไง ท่านเป็นลมล่ะ พระต้องเอาท่านกลับกุฏิล่ะ ไปนวด ให้ออกซิเย่นน่ะ นวด ท่านค่อยยังชั่วขึ้นมา บ่าย ๓ โมงกว่า

เข้าไปกราบท่าน ๓ โมงครึ่ง ทีแรกท่านก็เนือย ๆ เหนื่อย ๆ นะ สังขารเป็นอย่างงั้นนะ สักพักน่ะ ก็ดู ๆ ไปในความชราของท่าน ในความเจ็บไข้ของท่านนะ ท่านมีความสุขจังเลย มีความสุขที่พวกเราไม่มีนะ ไอ้คนแข็งแรงก็ไม่มีความสุขอย่างนี้นะ คนหนุ่มคนสาวเขาก็ไม่มีความสุขอย่างนี้ เราดูแล้วเราเห็นตัวอย่างที่ดีนะ ดูครูบาอาจารย์มาแต่ละองค์ ๆ ท่านมีความสุข ยิ่งอยู่ไปยิ่งมีความสุขนะ พัฒนาไปเรื่อย งั้นเรามาเดินตามแนวของท่านนะ ท่านเดินยังไง ท่านเดินอยู่ในหลักของไตรสิกขานั่นเอง ศีล สมาธิ ปัญญา ไม่ได้เดินนอกแนวทางนี้ไปได้หรอก ทุกองค์ ๆ ก็เดินอยู่ในแนวทางอันนี้

มีศีลนะ มีความสุข เคยได้ยินไหม เวลาทำบุญพระชอบสวด สีเลน สุคตึ ยนฺติ มีศีลแล้วจะมีความสุข มีสุคติ ไม่ใช่ทุคติ ตอนนี้ในบ้านในเมืองเรา ทุคติ รู้สึกไหม เป็นโซนทุคติแล้วนะ เพราะไม่มีศีล งั้นพวกเราพัฒนาใจของเรานะ ตั้งใจเอาไว้ ทุกวันเลย ตื่นนอนขึ้นมานะ ตั้งใจไว้ วันนี้เราจะไม่ทำผิดศีลห้า ตั้งใจอย่างนี้ทุกวันนะ ส่วนกลางวันศีลจะด่างพรอย กระท่อนกระแท่นก็ช่างมันนะ แต่ตื่นนอนต้องตั้งใจไว้ก่อน ย้ำกับตัวเองเอาไว้ว่าเราจะไม่ผิดศีล และพยายามรักษาให้เต็มที่ ก่อนจะนอนก็ตั้งใจอีก นอนไปวันนี้เราก็จะไม่ทำผิดศีล บางคนสงสัยทำไมจะนอนแล้วยังต้องรักษาศีล เกิดนอนแล้วไม่ได้ฟื้นขึ้นมา เป็นโรคไหลตายน่ะ อย่างน้อยก็ยังตั้งใจว่าจะรักษาศีลอยู่

รักษาศีลเนี่ย คือ เราตั้งใจไว้ว่าเราจะไม่เบียดเบียนคนอื่นนะ ด้วยกาย ด้วยวาจาเนี่ย เราจะไม่เบียดเบียนคนอื่น ไม่ว่ากิเลสจะเกิดขึ้นในกายใจเรารุนแรงแค่ไหน เราจะไม่เบียดเบียนผู้อื่นนะ ตั้งใจไว้อย่างนั้น วิธีที่จะรักษาศีลให้ง่ายนะ ให้มีสติ ถ้ากิเลสเกิดขึ้นที่จิตใจของเรานะ เรามีสติรู้ทันไว้ กิเลศจะครอบงำจิตไม่ได้ ถ้ากิเลสครอบงำจิตไม่ได้ ไม่ผิดศีลหรอก คนทำผิดศีลได้เพราะกิเลสครอบงำจิต เพราะงั้นพวกเราฝึกนะ คอยรู้ทันจิตของตัวเองไว้ กิเลสโผล่ขึ้นมาคอยรู้ไว้ เราจะถือศีลง่าย ถ้าเราไม่มีสติซะอย่างเดียวนะ โอกาสจะถือศีลจะยากมาก ศีลจะด่างพร้อยอย่างรวดเร็วเลย

ศีลข้อไหนด่างพร้อยง่ายที่สุด นึกออกไหม ข้ออะไร อืม รู้ทั้งรู้นะ แต่ก็ด่างนะ เพราะฉะนั้นเราต้องมีสตินะ คอยรู้ทันจิตใจเรา กิเลสอะไรเกิดเราคอยรู้นะ ราคะอะไรเกิดเราคอยรู้นะ เพราะรู้ทัน ราคะจะไม่ครอบงำจิต เราก็ไม่ไปขโมยใคร ไม่เป็นชู้ใคร ไม่ไปโกหกหลอกหลวงเอาสมบัติของใครน่ะ โทสะเกิดขึ้นเรามีสติรู้ทันนะ เราก็ไม่ฆ่าใคร ไม่ตีใคร ไม่ด่าใครนะ เราคอยมีสติรู้ทันไปเรื่อย รักษาศีลง่าย

รักษาศีลเนี่ย ศีลทำให้กายวาจาเรียบร้อย แต่เวลารักษา รักษาที่ใจ ถ้ารักษาใจได้นะ กายวาจาเรียบร้อยไปเองแหล่ะ ถ้ากายวาจาไม่เรียบร้อย ก็เพราะใจมันไม่เรียบร้อย เรามีสตินะ รักษาใจของเรา อันนี้หลวงพ่อยังใช้คำว่ารักษาใจอยู่นะ รักษา จิตใจ ยังไม่ใช่ขึ้นวิปัสสนา ถ้าถึงขั้นวิปัสสนา ไม่ใช่ขั้นรักษาแล้ว เป็นขั้นเรียนรู้ความจริง ในขั้นถือศีลนะ มีสติรักษาใจตัวเองไว้

ถัดจากนั้นเรามาฝึกสมาธิ อย่าไปกลัวคำว่าสมาธิ สมาธิเป็นเรื่องธรรมดานะ สมาธิมี ๒ จำพวก สมาธิชนิดที่หนึ่งนะ เป็นสมาธิเพื่อการพักผ่อนนะ ทำสมาธิเพื่อพักผ่อน เช่น เรา พุท โธ พุท โธนะ จิตใจเราสบายอยู่กับพุท โธ สงบ ได้พักผ่อน หายใจออก หายใจเข้า จิตใจสงบ อยู่กับลมหายใจ ได้พักผ่อน ดูท้องพองยุบนะ จิตใจสงบอยู่กับท้อง ได้พักผ่อน ไปเดินจงกรมนะ จิตใจสงบอยู่กับร่างกาย จะอยู่กับเท้า หรืออยู่กับร่างกายทั้งร่างกายก็ได้ แบบนี้ก็ได้พักผ่อน คือจิตได้ไปอยู่สงบ อยู่กับอารมณ์อันเดียวอย่างต่อเนื่อง สบายอยู่ในอารมณ์อันเดียวอย่างต่อเนื่อง จิตสงบได้พักผ่อน

จิตปกตินั่น ร่อนเร่อยู่ตลอดเวลานะ หยิบฉวยอารมณ์โน้น หยิบฉวยอารมณ์นี่ตลอดเวลานะ สังเกตดู ใจของเราเดี๋ยวก็อยากดู เดี๋ยวก็อยากฟัง เดี๋ยวก็อยากได้กลิ่น เดี๋ยวก็อยากได้รส เดี๋ยวก็อยากสัมผัสโน่นสัมผัสนี่ เดี๋ยวก็อยากทางใจ อยากชิม อยากนึก อยากปรุง อยากแต่ง อยากสงบ อยากได้มรรคผลนิพพานนะอยากดี ไม่อยากชั่ว อยากสุขไม่อยากทุกข์ มีความอยากเกิดขึ้นตลอดเลย

จิตมันหิวอารมณ์ มันก็ดิ้นหาอารมณ์ไปเรื่อย ไม่สงบ เราก็เลือกดู ว่าถ้าเราอยู่กับอารมณ์ชนิดไหนแล้วมีความสุขนะ เราก็อยู่กับอารมณ์ชนิดนั้นนะ พอจิตได้ยินอารมณ์ ได้เสวยอารมณ์ที่มีความสุขแล้ว จิตก็ไม่ร่อนเร่ไปที่อื่น

หลักของการทำสมถะนะ ทำสมาธิให้เป็นสมถกรรมฐานเพื่อพักผ่อนเนี่ย เราเลือกดูว่าเราอยู่กับอารมณ์ชนิดไหนแล้วมีความสุข ต้องเป็นอารมณ์ที่เป็นกุศลนะ อย่างหลวงพ่อตั้งแต่เด็กนะ อยู่กับลมหายใจนะ แล้วมีความสุข ดังนั้นเวลาต้องการการพักผ่อน หลวงพ่อก็มารู้ลมหายใจ จิตไม่หนีไปที่อื่น จิตอยู่กับลมหายใจ อยู่ในอารมณ์อันเดียว ไม่ร่อนเร่ ไปตะครุบอารมณ์โน่นทีอารมณ์นี่ที จิตใจสงบมีความสุขขึ้นมา ได้พักผ่อน อันนี้เป็นสมาธิแบบหนึ่งนะ

สมาธิแบบที่สองเป็นสมาธิของการเตรียมความพร้อมทางจิตใจ เพื่อจะไปทำการเจริญปัญญา หรือทำวิปัสสนา สมาธิอันที่หนึ่งทำไปเพื่อพักผ่อน ให้มีความสุข มีความสงบ สมาธิอันที่สองเป็นการเตรียมจิตให้พร้อมกับการเจริญปัญญานะ จิต ที่จะเจริญปัญญาได้ต้องเป็นจิตที่ตั้งมั่นนะ ไม่ใช่สงบแล้วก็เพลินอยู่กับความสุขความสงบ จิตที่ใช้เดินปัญญาได้เป็นจิตที่ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน รู้สึกตัว เป็นจิตที่รู้สึกตัว จิตชนิดนี้จะไม่ไหลตามอารมณ์ แต่ว่าอารมณ์มันจะไหลผ่านมา จิตเป็นแค่คนดู จิตไม่ไหลตามอารมณ์ ไม่เหมือนอารมณ์ชนิดแรกนะ อารมณ์ชนิดแรกน่ะ จิตไปแนบอยู่กับตัวอารมณ์ รู้ลมหายใจ จิตไปอยู่กับลมหายใจ รู้ท้องจิตไปอยู่ที่ท้อง รู้มือจิตอยู่ที่มือ แล้วไม่หนีไปที่อื่น สงบอยู่อย่างนั้น

สมาธิอย่างที่สองที่จะใช้เดินปัญญาเนี่ยนะ จิตตั้งมั่นเป็นแค่คนดู เห็นอารมณ์ทั้งหลายผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป จิตตั้งมั่นเป็นแค่ผู้รู้ผู้ดู ไม่ไหลตามอารมณ์ไป คล้ายๆ เราอยู่บนฝั่งริมแม่น้ำ ริมคลอง เรายืนอยู่บนฝั่งเห็นสิ่งต่าง ๆ ลอยน้ำมา ท่อนไม้ลอยน้ำมาบ้างนะ หมาเน่าลอยมาบ้าง ดอกไม้ลอยมาบ้างนะ เห็นเรือผ่านมาบ้าง เห็นคนว่ายน้ำผ่านมาบ้าง เราอยู่บนบก เราไม่โดดลงในน้ำ เราเห็นทุกอย่างไหลผ่านหน้าเราไปเฉยๆ

สมาธิชนิดนี้นะ จิตจะตั้งมั่น เป็นผู้รู้ผู้ดู เห็นปรากฎการณ์ทั้งหลาย ไหลผ่านหน้าไป เช่น เห็นความสุขไหลผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เห็นความทุกข์ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เห็นความสงบผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เห็นความฟุ้งซ่านผ่านมาแล้วก็ผ่านไปนะ เห็นความโลภ ความโกรธ ความหลงผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เห็นความดีใจ ความเสียใจ ความกลัว ความเกลียด ความพยาบาทนะ เห็นทุกสิ่งทุกอย่างนั่นแหล่ะ ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป จิตเป็นคนดู ดูอยู่ห่าง ๆ นะ

เราต้องค่อย ๆ ฝึกนะ ให้มีจิตชนิดนี้ จิตที่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูเนี่ย เป็นจิตที่หลุดออกจากโลกของความคิด เป็น จิตที่หลุดออกจากโลกของความคิดนะ จิตที่ไหลไปแช่ไปนิ่งอยู่ในอารมณ์ มักจะเพลินไปในโลกของความคิด ยิ่งคิดถึงพุทโธ คิดถึงลมหายใจ คิดถึงท้องพองยุบนะ แล้วก็เพลินไป ส่วนจิตที่เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานนะ มันจะหลุดออกจากโลกของความคิดได้

วิธีที่จะฝึกไม่ยากเท่าไรนะ ฝึกสังเกตจิตที่ไหลไปคิด จิตที่หลงไปคิด วิธีฝึกนะ เบื้องต้นทำกรรมฐานสักอันหนึ่งก่อน กรรมฐานอันที่เคยทำนั่นแหล่ะ เคยพุทโธ ก็พุทโธ เคยรู้ลมหายใจก็ลมหายใจ เคยดูท้องพองยุบก็ดูท้องพองยุบไปนะ เคยทำกรรมฐานอะไรก็ทำไป แต่ไม่ได้ทำเพื่อให้จิตเข้าไปแนบ เข้าไปนิ่ง อยู่กับตัวกรรมฐาน ปรับ ปรับการทำนิดหนึ่งนะ ปรับการทำนิดหนึ่ง เช่น เราอยู่กับพุทโธ พุทโธไป แล้วรู้อะไร รู้ทันจิต รู้ทันจิตเลยนะ พุทโธ พุทโธไป จิตสงบอยู่ รู้ว่าสงบอยู่ พุทโธ พุทโธ พุทโธ จิตหนีไปคิด รู้ว่าจิตหนีไปคิด หรือบางคนอยู่กับลมหายใจนะ แต่เดิมรู้ว่าลมหายใจ จิตไหลไปอยู่ที่ลมหายใจ ที่นี่เป็นแบบแรก สงบ ถ้าสมาธิแบบที่สองนะ เห็นร่างกายหายใจ ใจเป็นคนดูอยู่ หายใจไปด้วยความรู้สึกตัวนะ หายใจไปด้วยความรู้สึกตัว จิตไม่ไหลไปอยู่ที่ลมหายใจ แล้วต่อมาจิตหนีไปคิด จิตไหลไปคิดปึ้บ มีสติรู้ทันว่าจิตไหลไปคิด เมื่อไรรู้ทันว่าจิตหนีไปคิดนะ เมื่อนั่นจิตจะตื่นขึ้นมา

ที่หลวงพ่อบอกว่า ตื่น ๆ บางคนไปโม้นะ บอกว่าตัวเองได้พระโสดา เพราะหลวงพ่อบอกว่าตื่นแล้ว ตื่น นี่แค่เบื้องต้นมีสมาธิเท่านั้นเอง เบื้องต้นเพื่อเจริญปัญญาต่อไป หลวงพ่อเทียนจึงบอกว่า ถ้ารู้ว่าจิต คิดจะได้ต้นทาง ต้นทางของการปฏิบัตินะ ไม่ ใช่ได้โสดา เพราะงั้นเรารู้สึกตัวขึ้นมานะ จิตไหลไปคิดเรารู้ พุทโธ พุทโธ จิตหนีไปคิดเรารู้ หายใจไปหายใจออกหายใจเข้า จิตหนีไปคิดเรารู้ ดูท้องพองยุบไป จิตหนีไปคิด เราคอยรู้ เพราะงั้นจิตไหลไปอยู่ที่ท้องก็คอยรู้นะ จิตไปเพ่งก็รู้ จิตคอยคิดจิตก็รู้

สรุปแล้วก็คือ ทำกรรมฐานขึ้นสักอันหนึ่ง แล้วจิตไปเพ่งก็รู้ จิตเผลอไปก็รู้ เมื่อก่อนหลวงพ่อพูดเรื่อยๆ เผลอกับเพ่ง จำได้ไหม ถ้าไม่เผลอ ไม่เพ่งจิตก็ตื่นขึ้นมา เป็นผู้รู้ผู้ตื่น จิตมีสมาธินั่นเอง เพราะงั้นเราทำกรรมฐานขึ้นสักอันหนึ่ง แล้วจิตไปเพ่งอารมณ์ ไปเพ่งลมหายใจเข้าออกก็รู้ ไปดูท้องพองยุบแล้วจิตไปอยู่ที่ท้องก็รู้ เดินจงกรมแล้วจิตไปอยู่ที่เท้าก็รู้ รู้ทันนะ พอรู้ทันแล้วจิตมันจะถอนตัวขึ้นมาเป็นผู้รู้ได้ทันได้เอง

หรือจิตหลงไปคิด หายใจอยู่ พุทโธอยู่ ดูท้องพองยุบอยู่ จิตหลงไป คิดแล้ว รู้ทัน พอรู้ทันแล้วจิตจะถอนตัวขึ้นมา เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานนะ จิตตัวนี้จะโปร่ง โล่ง เบา อ่อนโยน นุ่มนวล คล่องแคล่ว ว่องไว ไม่หนัก ไม่แน่น ไม่ซึม ไม่ทื่อนะ จิตชนิดนี้แหล่ะ พร้อมที่จะเจริญปัญญาแล้ว

เพราะฉะนั้นสมาธินั่นก็มี ๒ ส่วน สมาธิที่ทำไปเพื่อความสุข ความสงบ อันหนึ่ง สมาธิเพื่อเตรียมจิตให้พร้อมกับการเดินปัญญาเป็นอีกอย่างหนึ่งนะ พอจิตพร้อมกันการเดินปัญญา รู้ตัวแล้วเนี่ย ไม่หยุดอยู่แค่นั้น ต้องมาเดินปัญญานะ

การมาเดินปัญญานั่นเบื้องต้น ต้องหัดแยกธาตุ แยกขันฑ์ให้ได้ อย่างน้อยต้องแยกเรื่องรูปธรรม นามธรรมออกจากกันให้ได้นะ พอ ใจเราตั้งมั่นให้เป็นผู้รู้ผู้ดูแล้ว เราคอยรู้สึกลงไป เห็นร่างกายหายใจ ใจเป็นคนดู เห็นร่างกายพองยุบ ใจเป็นคนดู เห็นร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน ใจเป็นคนดู เห็นร่างกายเคลื่อนไหว ร่างกายหยุดนิ่ง จิตใจเป็นคนดูนะ ทำตัวเป็นคนดูนะ ร่างกายอยู่ส่วนหนึ่ง ใจเป็นคนดู หัดอย่างนี่บ่อย ๆ นะ นั่งสมาธิไปก็ได้ นั่งไปแล้วก็เห็นร่างกายหายใจ สังเกตไหม ใจเราอยู่ต่างหาก ใจเราตั้งมั่นอยู่ เป็นผู้รู้ผู้ดูอยู่ ร่างกายมันหายใจ ร่างกายไม่ใช่จิตใจ

นี่หัดอย่างนี้นะ หัดแยกขันธ์ พอเราแยกได้ เราจะเห็นว่าร่างกายกับจิตใจเป็นคนละอย่างกัน ร่างกายกับจิตใจอยู่ห่าง ๆ นะ ไม่ได้อยู่เป็นเนื้อเดียวกันอย่างแต่เดิม ตลอดชีวิตที่รู้สึกมาแล้ว ร่างกายอยู่ส่วนหนึ่ง จิตอยู่ส่วนหนึ่งนะ นั่งต่อไปด้วยความอดทนนะ นั่งต่อไปสักพักใหญ่ ๆ มันเมื่อย เราจะเห็นเลยความปวดความเมื่อยมันแทรกเข้ามา เนี่ยแทรกเข้ามาในร่างกาย ร่าง กายตั้งมั่นอยู่ก่อน ตั้งอยู่ก่อน ความเมื่อยมาทีหลัง เพราะฉะนั้นความเมื่อยไม่ใช่ร่างกายหรอก เป็นสิ่งที่แปลกปลอมเข้ามา จิตก็เป็นคนดูอยู่อย่างเดิมนะ เราก็จะเห็นได้ว่าร่างกายก็เป็นส่วนหนึ่งนะ นี่คือรูปขันธ์นะ ความปวดความเมื่อยเรียกว่า เวทนาขันธ์ จิตเป็นวิญญาณขันธ์

แยกได้ ๓ ขันธ์นะ พอมันปวดมันเมื่อยมาก ๆ นะ จิตใจมันทุรนทุราย ชักทุรนทุรายแล้ว โอ๊ย นั่งนาน ๆ เดี๋ยวเป็นอัมพาตนะ อย่างโน่นอย่างนี่ ชักกังวลล่ะ ความกังวลไม่ได้เกิดที่ร่างกาย รู้สึกไหม ความกังวล เกิดที่ใจ แต่เดิมใจไม่ได้กังวล แต่ตอนนี้ใจมันกังวล ความกังวลเป็นสิ่งที่แปลกปลอมเข้ามาในใจ เพราะฉะนั้นความกังวลไม่ใช่ใจหรอก มันเป็นขันธ์อีกขันธ์หนึ่ง เรียกว่า สังฆารขันธ์ นะ หัดอย่างนี่นะ หัดซ้อมไปเรื่อย ต่อไปเราจะแยกขันธ์ได้หมดเลย รูปก็ส่วนรูปนะ ร่างกายมันก็ยืน เดิน นั่ง นอน หายใจไป กินอาหารไป ขับถ่ายไป ทำงานของมันไป เวทนาเป็นความรู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ที่เกิดในร่างกายบ้าง ความรู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ รู้สึกเฉย ๆ ที่เกิดในจิตใจบ้าง สังขารนั่นเป็นความปรุงดี ปรุงชั่ว ปรุงไม่ดี ปรุงไม่ชั่วที่เกิดขึ้นทางใจ ไม่เกิดทางกายนะ จิตก็เป็นผู้รู้ ผู้ดูอยู่

นี่ฝึกอย่างนี่เรื่อย ๆ ขันธ์แต่ละขันธ์นั่นจะแยกตัวออกไป พอขันธ์แยกตัวออกไป เรียกว่า พวกเรามีปัญญาขั้นต้นล่ะ ถัดจากนั้น ขันธ์แต่ละขันธ์จะแสดงไตรลักษณ์ ร่างกายแสดงความไม่เที่ยง แสดงความทุกข์ แสดงการบังคับไม่ได้ ไม่ใช่ตัวเรา เวทนา สังญา สังขาร วิญญาณไรเนี่ย ก็ล้วนแต่แสดงไตรลักษณ์ อนิจจัง อนัตตา เสมอกันหมดเลยนะ

แต่ถ้าจิตเดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้คิด จิตเองก็ไม่เที่ยงนะ เดี๋ยวก็เป็นผู้สุข เดี๋ยวก็เป็นทุกข์ เดี๋ยวก็เป็นผู้ดี เดี๋ยวก็เป็นผู้ร้าย จิตก็มีความไม่เที่ยง เนี่ยเราเรียนรู้ลงในขันธ์ห้า นะ ในสิ่งที่เรียกว่าตัวเรา ในขันธ์ห้า เนี่ย เรียนรู้ลงไป เห็นแต่ความไม่เที่ยงเป็นทุกข์ในตัวเรา เนี่ยแหล่ะคือการเดินวิปัสสนากรรมฐาน ดูลงไปในความเป็นจริงของกายของใจนะ ไม่ใช่แค่คิดเอา ต้องดูของกายจริง ๆ ของใจจริง ๆ ดูของจริง

เมื่อเดินปัญญาแก่รอบแล้วเนี่ย ต่อไปวิมุตติจะเกิดขึ้น จิตมันรู้ความจริงแล้วเนี่ยว่า ขันธ์ห้า มันเป็นตัวทุกข์นะ จิตจะวางขันธ์ จิตปล่อยวางขันธ์นะ จิตจะไปรู้พระนิพพานนะ ถ้าจิตไม่ได้หลงไปในโลกของความคิด คือ ไม่ได้หลงไปในบัญญัติ ไม่ได้หลงไปเพ่งกายเพ่งใจ หลงอยู่ในรูปธรรมนามธรรม จิตก็ไปรู้นิพพานนะ จิตไปรู้นิพพาน ไม่ได้ไปรู้บัญญัติ ไม่ได้ไปรู้รูปนาม ก็ต้องไปรู้นิพพาน จิตต้องรู้อารมณ์นะ นี่เราฝึกนะ วันหนึ่งเรานิพพาน นิพพานยังไม่ต้องตาย นิพพานยังมีชีวิตอยู่ ยิ่งอยู่ยิ่งแก่นะ ยิ่งมีความสุขมากขึ้นๆ นะ สดชื่น นึกถึงทีไรสดชื่น จิตใจคึกคักห้าวหาญเหมือนอย่างที่ครูบาอาจารย์ท่านเป็นนะ


สวนสันติธรรม
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๔
Track: ๑๓
File: 530516A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๒๘ ถึง นาทีที่ ๓๒ วินาทีที่ ๒๙

หมายเหตุ คลิปธรรมะที่ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ Dhammada.net (ธรรมดา ด็อต เน็ต) คือเสียงการแสดงธรรมเพียงบางช่วง บางตอน ของ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สวนสันติธรรม ศรีราชา ชลบุรี ซึ่งทางกลุ่มธรรมดาเป็นผู้จัดทำเพื่อให้เป็นหมวดหมู่ และยังมีเรื่องของการตอบคำถามเฉพาะเรื่องเฉพาะบุคคลด้วย ดังนั้นจึงยังไม่ใช่ข้อสรุปของการสอนธรรมะของท่านแต่อย่างใด รวมทั้งคำพูดหรือศัพท์บัญญัติที่ใช้ อาจเป็นที่เข้าใจเฉพาะกับผู้ถามเท่านั้น มิใช่การพูดเป็นการทั่วไป จึงขอความกรุณาอย่าได้นำไปใช้อ้างอิงในที่ใดโดยเด็ดขาด ขอเป็นเพียงการฟังเพื่อเข้าใจแนวทาง และเพื่อเป็นกำลังใจในการภาวนาเท่านั้น
อนึ่ง Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

ไม่ได้ภาวนาเอาดี เอาสุข เอาสงบ แล้วเราภาวนาเพื่ออะไร?

ที่มา Dhammada.net

mp 3 (for download) : ไม่ได้ภาวนาเอาดี เอาสุข เอาสงบ แล้วเราภาวนาเพื่ออะไร?

หลวงพ่อปราโมทย์: ขั้นแรกเลยของการภาวนานะ เราต้องรู้ว่าเราภาวนาเพื่ออะไร เราไม่ได้ภาวนาเพื่อหาความสุข เพื่อเอาความสุข เอาความดี เอาความสงบ เพราะความสุข ความดี ความสงบ เป็นแค่ผลพลอยได้ ถ้าภาวนาแล้วก็มีเองแหละแต่ไม่ใช่เป้าหมาย เป็นของแถมของระหว่างทาง

ถ้าเรามุ่งภาวนาเอาความดี ความสุข ความสงบ ดีมันยังไม่เที่ยง สุขก็ยังไม่เที่ยง สงบก็ยังไม่เที่ยง ถ้ามุ่งเอาของไม่เที่ยง มันก็ได้มาแล้วไม่นานก็เสียไป ดีได้ก็ยังชั่วได้อีก สงบได้ก็ฟุ้งซ่านได้อีก มีความสุขได้ก็มีความทุกข์ได้อีก เพราะของเหล่านี้ยังไม่เที่ยง เราจะภาวนาเอาของที่ดีกว่านั้น แต่ถ้าภาวนาไปเราก็จะเป็นคนดีนะ มีความสุข มีความสงบ มากขึ้น มากขึ้น อันนั้นเป็นผลพลอยได้ ไม่ใช่ตัวหลักหรอก

เราภาวนาเนี่ย มุ่งไปเพื่อให้เห็นความจริง ความจริงของกาย ความจริงของใจ ความจริงของมันก็คือ ความเป็นไตรลักษณ์ของกายของใจ เป็นของไม่เที่ยง เป็นของที่ถูกบีบคั้นทนอยู่ไม่ได้ เป็นของที่บังคับไม่ได้ไม่อยู่ในอำนาจ ทั้งกายทั้งใจนะ จะเคลื่อนไหว จะเปลี่ยนแปลง จะตั้งอยู่ จะเกิด จะตั้งอยู่ หรือจะดับไปเนี่ย เป็นไปตามเหตุทั้งสิ้น ไม่ใช่ของที่สั่งได้ ไม่ใช่ของที่บังคับได้ เรียกว่าอนัตตา

ถ้าเราภาวนามาให้เห็นกายเห็นใจ เป็นไตรลักษณ์แล้ว สิ่งที่ตามมาก็คือการปล่อยวางจะเกิดขึ้น เราจะคลายความยึดถือในกายยึดถือในใจ เมื่อไรไม่ยึดถือกายไม่ยึดถือใจ อย่างท่านพุทธทาสท่านบอกไม่ยึดในตัวกูของกู นะ ไม่ยึดตัวกูของกู ความทุกข์ไม่มีที่ตั้งนะ ความทุกข์มันตั้งอยู่ที่กาย ความทุกข์มันตั้งอยู่ที่ใจ เราวางกายวางใจลงไปแล้ว ความทุกข์มันไม่มีที่อาศัยอยู่ ใจมันจะพ้นจากความทุกข์ไป

ตรงนี้เรายังไม่เห็นด้วยตัวเราเอง นะ แต่เวลาเราภาวนาเนี่ย เราจะเริ่มเห็นเหมือนกัน เห็นร่องรอย ว่าเมื่อไหร่หมดความยึดถือนะก็จะหมดความทุกข์ ร่องรอยของมันก็คือ เราจะเห็น ใจเราค่อยๆคลายออกจากโลก ภาวนาไปนะ ใจค่อยห่างโลกออกไปเรื่อย คลายออกจากโลก ยิ่งใจเราคลายออกจากโลกมากเท่าไหร่นะความทุกข์ก็ยิ่งลดลงเท่านั้น ห่างออกไป ก็ความทุกข์มันอยู่ที่กายความทุกข์มันอยู่ที่ใจ พอเราไม่หยิบฉวยกายไม่หยิบฉวยใจขึ้นมา ครอบครองเป็นเจ้าของ ความทุกข์มันก็หล่นหายไปด้วย เนี่ยระหว่างภาวนาก็เริ่มเห็นแล้วอันนี้

เวลาที่ใจตั้งมั่นเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จะเห็นโลกอยู่ห่างออกไป ร่างกายก็อยู่ห่างออกไป มันเริ่มเห็นร่างกายนี้เป็นเหมือนวัตถุธาตุ หรือบางคนเห็นเหมือนกายของคนอื่นไม่ใช่ของเราแล้ว อยู่ห่างๆออกไป ความรู้สึกสุขทุกข์ก็อยู่ห่างๆออกไป กุศลอกุศลทั้งหลาย แต่เดิมเคยครอบงำจิตใจได้ ก็เริ่มเห็นกุศลอกุศลทั้งหลายอยู่ห่างๆออกไป มันห่าง มันห่างออกไปนะ ในที่สุดมันพรากออกจากกัน มันแยกออกจากกันถาวรนะ ไม่อยู่ด้วยกันหรอก

แต่จิตนั้นกระจายตัวรวมเข้ากับธรรมชาติ เข้ากับความว่าง เพราะทุกอย่างมันจะว่างในตัวของมันอยู่แล้ว เป็นจิตที่ไม่ยึดถืออะไร จะกระจายตัวออกไป รวมเข้าเป็นเนื้อเดียวกับความว่าง หลวงปู่ดูลย์ บอกว่า พอจิตเนี่ยรวมเข้ากับความว่างอันบริสุทธิ์ของจักรวาล เป็นหนึ่ง เรียกว่านิพพาน ตรงนั้นไม่มีความทุกข์เหลืออยู่นะ มีแต่ความสุข เพราะนิพพานมีความสุข จิตสัมผัสกับนิพพาน จิตมีความสุขมาก

เนี่ยเราจะสัมผัสกับนิพพานได้นะ ต้องวางความยึดถือกายยึดถือใจให้ได้ ยังวางไม่ได้ก็ทุกข์ แบกเอาไว้มากก็ทุกข์ เพราะขันธ์ ๕ รูปนามกายใจนั้นเป็นตัวทุกข์ เป็นภาระ เป็นของหนัก ตราบใดที่เรายังต้องแบกของหนักอยู่ตลอดเวลา ก็จะทุกข์อยู่ ท่านบอกพระอรหันต์นะ พระอริยเจ้า วางของหนักลงแล้ว แล้วไม่หยิบฉวยขึ้นมาอีก ก็พ้นจากทุกข์ เพราะฉะนั้นตัวที่ทำให้เราพ้นจากทุกข์ได้ก็คือตัววางนี่เอง ถ้าแบกอยู่ก็ทุกข์อยู่ ถ้าวางไปก็พ้นทุกข์ไป แต่ วางได้เพราะอะไร เพราะปัญญาแก่รอบนะ เพราะเห็นความจริง ความจริงของรูปธรรมนามธรรมว่ามันเป็นไตรลักษณ์ ไม่ใช่ของดี ไม่ใช่ของวิเศษ ไม่ใช่ของน่ารักน่าหวงแหนอย่างที่เคยรู้สึก ถ้าเห็นได้ก็จะวางเห็นไม่ได้ก็ไม่วาง เห็นได้นิดหน่อยก็วางนิดหน่อย เห็นได้แจ่มแจ้งก็วางหมด

หัดภาวนาก็เริ่มเห็นเป็นลำดับ ลำดับไป ค่อยหัดไป ทุกวัน ทุกวัน ไม่ท้อถอย ความสุขรออยู่ข้างหน้า ไม่ใช่ภาวนาเอาความสุขนะ ถ้าภาวนาเอาความสุขเอาความดี ความสุขความดีตัวนี้ไม่เที่ยง ยังไม่เที่ยงอยู่ มีความสุขที่เที่ยงรออยู่ข้างหน้า คือ นิพพาน นิพพานจะเจอได้ก็ต่อเมื่อเราวางความยึดถือในกายในใจได้ วางความยึดถือในกายในใจได้เพราะมีปัญญาแก่รอบเห็นความจริง ความจริงของกายของใจ ไม่ใช่ความจริงเรื่องอื่นด้วย เราจะเห็นความจริงของกายของใจว่าเป็นทุกข์นะ เป็นไตรลักษณ์ เป็นทุกข์ เป็นก้อนทุกข์ล้วนๆเลย ถ้าเห็นอย่างนั้นก็วาง ไม่แบกไว้ละ ไม่ใช่ของดี

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๔
File: 530423.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๓๓ ถึงนาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๓๔

หมายเหตุ คลิปธรรมะที่ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ Dhammada.net (ธรรมดา ด็อต เน็ต) คือเสียงการแสดงธรรมเพียงบางช่วง บางตอน ของ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สวนสันติธรรม ศรีราชา ชลบุรี ซึ่งทางกลุ่มธรรมดาเป็นผู้จัดทำเพื่อให้เป็นหมวดหมู่ และยังมีเรื่องของการตอบคำถามเฉพาะเรื่องเฉพาะบุคคลด้วย ดังนั้นจึงยังไม่ใช่ข้อสรุปของการสอนธรรมะของท่านแต่อย่างใด รวมทั้งคำพูดหรือศัพท์บัญญัติที่ใช้ อาจเป็นที่เข้าใจเฉพาะกับผู้ถามเท่านั้น มิใช่การพูดเป็นการทั่วไป จึงขอความกรุณาอย่าได้นำไปใช้อ้างอิงในที่ใดโดยเด็ดขาด ขอเป็นเพียงการฟังเพื่อเข้าใจแนวทาง และเพื่อเป็นกำลังใจในการภาวนาเท่านั้น
อนึ่ง Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

วิปัสสนากรรมฐานทำไปเพื่ออะไร?

ที่มา Dhammada.net

mp3 (for download): วิปัสสนากรรมฐานทำไปเพื่ออะไร

หลวงพ่อปราโมทย์: ธรรมที่จะทำให้เราได้ธรรมะก็คือ วิปัสสนานั่นเอง วิปัสสนากรรมฐานทำไปเพื่ออะไร วิปัสสนากรรมฐานนะ ทำไปเพื่อถอดถอนความเห็นผิด ว่ามีตัวเรา อันนี้เบื้องต้นนะ วิปัสสนากรรมฐานเนี่ย เบื้องต้นทำไปเพื่อถอดถอนความเห็นผิด ว่ากายนี้ใจนี้เป็นตัวเรา วิปัสสนากรรมฐานในเบื้องปลายนั้น ทำไปเพื่อถอดถอนความยึดถือในกายในใจนี้

สองขั้นตอนนะ ไม่เหมือนกันหรอก เบื้องต้นจะละความเห็นผิดได้ โดยการทำวิปัสสนาแล้วจะละความเห็นผิด ว่ากายนี้ใจนี้เป็นตัวเรา มีกายมีใจนะ กายกับใจเป็นเรา มีเราอยู่ในกายในใจนี้ มีเรานอกเหนือจากกายจากใจนี้ มีตัวเราอยู่จริงๆ

เนี่ยถ้าทำวิปัสสนากรรมฐาน เบื้องต้นก็จะละความเห็นผิดว่ามีตัวเราได้

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๗
File: 511115.mp3
นาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๒๙ ถึงนาทีที่ ๑๓ นาทีที่ ๓๐

หมายเหตุ คลิปธรรมะที่ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ Dhammada.net (ธรรมดา ด็อต เน็ต) คือเสียงการแสดงธรรมเพียงบางช่วง บางตอน ของ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สวนสันติธรรม ศรีราชา ชลบุรี ซึ่งทางกลุ่มธรรมดาเป็นผู้จัดทำเพื่อให้เป็นหมวดหมู่ และยังมีเรื่องของการตอบคำถามเฉพาะเรื่องเฉพาะบุคคลด้วย ดังนั้นจึงยังไม่ใช่ข้อสรุปของการสอนธรรมะของท่านแต่อย่างใด รวมทั้งคำพูดหรือศัพท์บัญญัติที่ใช้ อาจเป็นที่เข้าใจเฉพาะกับผู้ถามเท่านั้น มิใช่การพูดเป็นการทั่วไป จึงขอความกรุณาอย่าได้นำไปใช้อ้างอิงในที่ใดโดยเด็ดขาด ขอเป็นเพียงการฟังเพื่อเข้าใจแนวทาง และเพื่อเป็นกำลังใจในการภาวนาเท่านั้น
อนึ่ง Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2553

หลวงพ่อจรัญสอนกรรมฐาน

ที่มา You Tube

โดย thammaidea

หลวงพ่อจรัญสอนกรรมฐาน ตอนที่ 1/9

สอนวิปัสสนากรรมฐานโดยหลวงพ่อจรัญ ตอนที่ 1 (การเตรียมตัววิปัสสนากรรมฐาน)



หลวงพ่อจรัญสอนกรรมฐาน ตอนที่ 2/9

สอนวิปัสสนากรรมฐานโดยหลวงพ่อจรัญ ตอนที่ 2 (ตำแหน่งลิ้นปี่)



หลวงพ่อจรัญสอนกรรมฐาน ตอนที่ 3/9

สอนวิปัสสนากรรมฐานโดยหลวงพ่อจรัญ ตอนที่ 3 (การยืนหนอ 5 ครั้ง)



หลวงพ่อจรัญสอนกรรมฐาน ตอนที่ 4/9

สอนวิปัสสนากรรมฐานโดยหลวงพ่อจรัญ ตอนที่ 4 (การเดินจงกรม)



หลวงพ่อจรัญสอนกรรมฐาน ตอนที่ 5/9

สอนวิปัสสนากรรมฐานโดยหลวงพ่อจรัญ ตอนที่ 5 (การกำหนดอิริยาบถนั่ง 1)



หลวงพ่อจรัญสอนกรรมฐาน ตอนที่ 6/9

สอนวิปัสสนากรรมฐานโดยหลวงพ่อจรัญ ตอนที่ 6 (การกำหนดอิริยาบถนั่ง 2)



หลวงพ่อจรัญสอนกรรมฐาน ตอนที่ 7/9

สอนวิปัสสนากรรมฐานโดยหลวงพ่อจรัญ ตอนที่ 7 (ประโยชน์ของการฝึกวิปัสสนากรรมฐาน 1)



หลวงพ่อจรัญสอนกรรมฐาน ตอนที่ 8/9

สอนวิปัสสนากรรมฐานโดยหลวงพ่อจรัญ ตอนที่ 8 (ประโยชน์ของการฝึกวิปัสสนากรรมฐาน 2)



หลวงพ่อจรัญสอนกรรมฐาน ตอนที่ 9/9

สอนวิปัสสนากรรมฐานโดยหลวงพ่อจรัญ ตอนที่ 9 (วิธีแผ่เมตตาและแผ่ส่วนกุศล)

อธิบายวิธีกราบสติปัฏฐาน

ที่มา You Tube

โดย Prathongman

01 อธิบายวิธีกราบสติปัฏฐาน



02 สาธิตวิธีกราบสติปัฏฐาน mp4a

วันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2553

แนะวิธีเจริญวิปัสสนาเบื้องต้น

ที่มา You Tube

โดย prathongman

แนะวิธีเจริญวิปัสสนาเบื้องต้น ตอน ๑




แนะวิธีเจริญวิปัสสนาเบื้องต้น ตอน ๒




แนะวิธีเจริญวิปัสสนาเบื้องต้น ตอน ๓



แนะวิธีเจริญวิปัสสนาเบื้องต้น ตอน ๔



แนะวิธีเจริญวิปัสสนาเบื้องต้น ตอน ๕



แนะวิธีเจริญวิปัสสนาเบื้องต้น ตอน ๖

วันเสาร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Download Now! (uploaded ๒ ตุลาคม ๒๕๕๓)

ที่มา Dhammada.net

Download Now

ดาวน์โหลดพระธรรมเทศนาของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สวนสันติธรรม ศรีราชา ชลบุรี

    uploaded: ๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๓
  • แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๓ หลังฉันเช้า
    Click here THAI-1 THAI-2 USA UK
  • แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๓ ก่อนฉันเช้า
    Click here THAI-1 THAI-2 USA UK
  • แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๓ หลังฉันเช้า
    Click here THAI-1 THAI-2 USA UK
  • แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม เมื่อวันอังคารที่ ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๓ ก่อนฉันเช้า
    Click here THAI-1 THAI-2 USA UK
  • แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม เมื่อวันอังคารที่ ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๓ หลังฉันเช้า
    Click here THAI-1 THAI-2 USA UK
  • แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม เมื่อวันศุกร์ที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๓ ก่อนฉันเช้า
    Click here THAI-1 THAI-2 USA UK
  • แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม เมื่อวันศุกร์ที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๓ หลังฉันเช้า
    Click here THAI-1 THAI-2 USA UK

ดาวน์โหลดไฟล์อื่นๆได้ ที่นี่

หมายเหตุ คลิปธรรมะที่ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ Dhammada.net (ธรรมดา ด็อต เน็ต) คือเสียงการแสดงธรรมเพียงบางช่วง บางตอน ของ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สวนสันติธรรม ศรีราชา ชลบุรี ซึ่งทางกลุ่มธรรมดาเป็นผู้จัดทำเพื่อให้เป็นหมวดหมู่ และยังมีเรื่องของการตอบคำถามเฉพาะเรื่องเฉพาะบุคคลด้วย ดังนั้นจึงยังไม่ใช่ข้อสรุปของการสอนธรรมะของท่านแต่อย่างใด รวมทั้งคำพูดหรือศัพท์บัญญัติที่ใช้ อาจเป็นที่เข้าใจเฉพาะกับผู้ถามเท่านั้น มิใช่การพูดเป็นการทั่วไป จึงขอความกรุณาอย่าได้นำไปใช้อ้างอิงในที่ใดโดยเด็ดขาด ขอเป็นเพียงการฟังเพื่อเข้าใจแนวทาง และเพื่อเป็นกำลังใจในการภาวนาเท่านั้น
อนึ่ง Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทางสวนสันติธรรมแต่อย่างใด

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

วันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553

video: มหาวิทยาลัย สุโขทัยธรรมาธิราช

ที่มา Dhammada.net

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช มหาวิทยาลัย สุโขทัยธรรมาธิราช

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช มหาวิทยาลัย สุโขทัยธรรมาธิราช

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แสดงพระธรรมเทศนา
ณ. มหาวิทยาลัย สุโขทัยธรรมาธิราช
เมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๒
มีทั้งสิ้น ๙ ตอน

โดย sweetwinter2

หลวงพ่อปราโมทย์ มสธ 29 เมย 52 Part 1 of 9



หลวงพ่อปราโมทย์ มสธ 29 เมย 52 Part 2 of 9



หลวงพ่อปราโมทย์ มสธ 29 เมย 52 Part 3 of 9



หลวงพ่อปราโมทย์ มสธ 29 เมย 52 Part 4 of 9



หลวงพ่อปราโมทย์ มสธ 29 เมย 52 Part 5 of 9



หลวงพ่อปราโมทย์ มสธ 29 เมย 52 Part 6 of 9



หลวงพ่อปราโมทย์ มสธ 29 เมย 52 Part 7 of 9



หลวงพ่อปราโมทย์ มสธ 29 เมย 2552 Part 8 of 9



หลวงพ่อปราโมทย์ มสธ 29 เมย 52 Part 9 of 9

วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2553

Dhammada News: อ.สุรวัฒน์ ชี้แจงประเด็นข่าวงานแถลงสวนสันติธรรมเมื่อวานนี้

ที่มา Dhammada.net


จาก Facebook ของ อ.สุรวัฒน์ โดยอ.สุรวัฒน์ได้อธิบายถึงข่าวที่รายงานเรื่องการแถลง

ของอาจารย์ที่สวนสันติธรรมเมื่อวานนี้

“ข่าวช่อง 9 ที่ผมตอบนักข่าว
เป็นการตอบคำถามเรื่องที่หลวงพ่อถูกหล่าวหาว่า “ทายใจ”

คำว่า “ทาย” นี่ เป็นการคาดคะเน หรือเดาสุ่ม
เหมือนเราทายผลบอลที่ยังไม่รู้ผลนั่นเองครับ
ทายไปแล้วผลจะถูกหรือผิดก็ได้
โดยประเด็นนี้ผู้กล่าวหา พยายามพูดถึงว่า
หลวงพ่อบอกสภาวะของผู้ปฏิบัติผิดไปจากที่เป็นจริง

หากไปดูข่าว TNN จะต่างกัน
TNN จะนำช่วงที่ผมอธิบายเรื่องการส่งการบ้านให้นักข่าวฟัง
ลองเข้าไปดูใน TNN นะครับ”

อ้างอิง : ช่อง9 > http://www.mcot.net/cfcustom/cache_page/107190.html

TNN > http://www.tnnthailand.com/video/details.php?ID=37684

Dhammada News: พศ.เผยคณะกรรมการตรวจสอบชี้ผลสรุปที่ดิน เงินสำนักสวนสันติธรรม ไม่มีปัญหา

ที่มา Dhammada.net

อ้างอิง : http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=561&contentID=94185

พศ.เผยคณะกรรมการตรวจสอบชี้ผลสรุปที่ดิน เงินสำนักสวนสันติธรรม ไม่มีปัญหา

วันนี้ (25 ก.ย.) นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ รอง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึง การตรวจสอบกรณี พระปราโมทย์ ปราโมชโช เจ้าสำนักสวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ว่า ตามที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่ดิน และเงินของสวนสันติธรรมนั้น ขณะนี้ตนได้รับรายงานจากสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) ชลบุรี ด้วยวาจา ผ่านโทรศัพท์ ว่า ผล การตรวจสอบเรื่องของที่ดิน และเงินของสำนักสวนสันติธรรมไม่มีปัญหา เนื่องจากทางสำนักสวนสันติธรรมได้มีการชี้แจงรายละเอียดอย่างชัดเจนว่านำ เงินไปทำอะไรบ้าง ส่วนเรื่องของที่ดินที่ขอตั้งวัดก็ได้ดำเนินการอย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ตนกำลังรอหนังสือยืนยันอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการสอบสวนเรื่องดังกล่าวอีก ครั้ง ส่วนกรณีที่ผู้ร้องมองว่า สำนักสวนสันติธรรมทำเรื่องของที่ดิน และเงินไม่ถูกต้อง ต้องกลับไปถามผู้ร้องว่ามีส่วนไหนที่ยังไม่ถูกต้อง เพราะคณะกรรมการได้สรุปผลออกมาเช่นนี้

“หากผลสรุปการตรวจสอบไม่มีการเปลี่ยนแปลง และมีการรายงานเป็นลายลักษณ์อักษรมายังผมแล้ว ก็ยึดตามมติของคณะกรรมการตรวจสอบ และหลังจากนี้ไป คณะกรรมการชุดดังกล่าวมอบหมายให้เจ้าคณะจังหวัดดำเนินการตรวจสอบคำสอนของพระ ปราโมทย์ ทั้งหมดว่า มีการอวดอตริธรรมว่าเป็นพระอรหันต์หรือไม่ ซึ่งในเรื่องนี้ คงต้องใช้เวลาตรวจสอบสักระยะหนึ่ง เนื่องจากเราจะดูคำสอนเพียงแต่ตัดตอนไม่ได้ เราต้องดูทั้งหมดทุกคำพูด ทุกลายลักอักษร” รอง ผอ.พศ. กล่าว

ด้าน พระเทพสุทธาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดชลบุรี (ธรรมยุต) กล่าวว่า ขณะนี้ได้รับเอกสารการคำสอนของพระปราโมทย์ มาทั้งหมดแล้ว ซึ่งจะต้องดูสาระโดยละเอียดว่า มีการอวดอุตริธรรมหรือไม่ และไม่สามารถบอกได้ว่าจะดำเนินการได้เสร็จเมื่อไหร่ เนื่องจากการตรวจสอบคำสอนอย่างละเอียด ต้องใช้เวลา.

หมายเหตุ คลิปธรรมะที่ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ Dhammada.net (ธรรมดา ด็อต เน็ต) คือเสียงการแสดงธรรมเพียงบางช่วง บางตอน ของ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สวนสันติธรรม ศรีราชา ชลบุรี ซึ่งทางกลุ่มธรรมดาเป็นผู้จัดทำเพื่อให้เป็นหมวดหมู่ และยังมีเรื่องของการตอบคำถามเฉพาะเรื่องเฉพาะบุคคลด้วย ดังนั้นจึงยังไม่ใช่ข้อสรุปของการสอนธรรมะของท่านแต่อย่างใด รวมทั้งคำพูดหรือศัพท์บัญญัติที่ใช้ อาจเป็นที่เข้าใจเฉพาะกับผู้ถามเท่านั้น มิใช่การพูดเป็นการทั่วไป จึงขอความกรุณาอย่าได้นำไปใช้อ้างอิงในที่ใดโดยเด็ดขาด ขอเป็นเพียงการฟังเพื่อเข้าใจแนวทาง และเพื่อเป็นกำลังใจในการภาวนาเท่านั้น
อนึ่ง Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทางสวนสันติธรรมแต่อย่างใด

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

Dhammada News: เรื่องจากปก เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 956 วันที่ 24 ก.ย.

ที่มา Dhammada.net


ปกหนังสือเนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 956 วันที่ 24 กันยายน 2553

ปกหนังสือเนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 956 วันที่ 24 กันยายน 2553

“เป็นพระไม่ทะเลาะกับโยม” พระปราโมทย์ ปราโมชโช

คัดลอกมาจาก หนังสือเนชั่นสุดสัปดาห์

เมื่อ สัปดาห์ที่ผ่านมา สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ยังเนืองแน่นไปด้วยผู้คน แม้ว่าคำกล่าวหาพระปราโมทย์ ปราโมชโช จะดังกระหึ่มไปทุกสื่อ ก็ไม่ได้ทำให้สาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในธรรมจากพระพุทธเจ้าที่ท่านนำมาสอนด้วย วิธีลัดสั้น คลอนแคลนไปด้วย

นี่อาจจะเป็นบทพิสูจน์สัจธรรมที่ว่า ทองคำแท้ย่อมไม่กลัวไฟ?

มยุรา วิไลนำโชคชัย เว็บดีไซน์อิสระ เป็นหนึ่งในลูกศิษย์ไม่ได้ใกล้ชิด แต่ก็มาฟังธรรมสม่ำเสมอเล่าว่า ที่มาสวนสันติธรรมไม่เพียงแต่ประทับใจในคำสอนที่เข้าใจง่ายเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้ตลอดเวลาด้วย ขนาดท่านถูกกล่าวหาอย่างนี้ ท่านยังสามารถสอนลูกศิษย์ไม่ให้ไปรบกับคนอื่น

“หลวง พ่อเบิกบาน ลูกศิษย์ก็เบิกบาน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น โลกธรรมจะเป็นอย่างไรก็ตาม ท่านก็ปกติ หลวงพ่อถูกกล่าวหาเรื่องเงินทอง ท่านก็ถามคนที่มาว่า พวกเรามาเรียนที่นี่มีใครถูกเก็บตังค์บ้างไหม หลวงพ่อคิดค่าเล่าเรียนแล้วนะ ค่าเล่าเรียนนั้นคือการภาวนา ไม่ต้องเอาเงินมาให้หลวงพ่อ ให้ปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้นจากความทุกข์ของแต่ละคน”

เช่นเดียวกับ หนุ่ม (ขอสงวนนาม) ซึ่งมาปฏิบัติกับพระปราโมทย์ตั้งแต่สมัยที่ท่านไปสอนที่ศาลาลุงชิน แล้วก็ตามไปเรียนที่บ้านอารีย์ และมาที่่สวนสันติธรรมสม่ำเสมออาทิตย์เว้นอาทิตย์ ไม่ก็เดือนละครั้ง เล่าว่า มาเรียนเป็นประจำต้องมาให้ถึงวัดแต่ เช้า ประมาณหกโมงครึ่ง ท่านจะบรรยายธรรมสองช่วง ก่อนฉันและหลังฉัน จนถึงเวลาสิบโมงก็ทยอยกันกลับ ท่านไม่ได้บรรยายธรรมอย่างเดียว แต่ช่วยให้เราเห็นอุปสรรคในการปฏิบัติธรรมของตัวเราเองด้วย

“ท่าน ช่วยให้เราเห็นว่า ช่วงนี้เราควรจะภาวนาอย่างไร ไม่มีกรรมฐานสำเร็จรูป อย่างช่วงแรกๆ ผมฟุ้งซ่านมาก ท่านก็ให้เดินจงกรม พอจิตนิ่งขึ้นท่านก็ให้ไปนั่งสมาธิ คือหลวงพ่อท่านปฏิบัติมาหลายรูปแบบ ท่านก็สอนได้หลายรูปแบบ การปฏิบัติกับหลวงพ่อทำให้ผมกลับมาอยู่กับสภาวะความเป็นจริงของตัวเอง ไม่ปฏิบัติตามรูปแบบ นั่งตามรูปแบบ แล้วเราก็ติดอยู่กับสัญญาเดิมๆ ไม่ได้อยู่กับปัจจุบันขณะ แต่การปฏิบัติธรรมไม่ใช่เรื่องรูปแบบหรือเรื่องขั้นตอน แต่เป็นการที่เรากำลังเรียนรู้ปัจจุบันขณะ ตามความเป็นจริง…”

“มันอยู่ที่ว่าประสบการณ์เรามาอย่างไร หลวงพ่อจะให้เรากลับมาปฏิบัติจากตัวเราไม่ใช่ดูจากคนอื่น คำสอนท่านเป็นเหตุเป็นผล และร่วมสมัย เข้าใจง่าย เพราะการปฏิบัติธรรมนั้นรู้ได้เฉพาะตน แล้วพระพุทธเจ้าบอกว่าการปฏิบัติธรรมเราจะก้าวหน้าหรือไม่ก็ดูที่อกุศลในจิต ลดลงหรือไม่ ถ้าอกุศลในจิตลดลง ก็แสดงว่ามาถูกทาง”

เกี่ยวกับข่าวหลวงพ่อที่เป็นอยู่ หนุ่มบอกว่า คนเราการปฏิบัติธรรมไม่เท่ากัน ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาทะเลาะกัน ความจริงเป็นเช่นไรก็รู้ๆ กันอยู่

หลังการบรรยายธรรมช่วงสายวันนั้น (เสาร์ที่ 18 ก.ย. 2553) “เนชั่นสุดสัปดาห์” ขอสัมภาษณ์หลวงพ่อปราโมทย์ ในประเด็นที่ท่านตกเป็นข่าว ท่านตอบเพียงสั้นๆ ว่า เป็นพระไม่ทะเลาะกับโยม

แม้ว่าท่านไม่ให้สัมภาษณ์ แต่ท่านก็เมตตาให้เดินตามพระเถระสิบกว่ารูปจากหลายวัดที่มาเยี่ยมเยือน เข้าไปในวัดด้วย แล้วท่านก็อธิบายบริเวณสวนสันติธรรมที่กำลังตกเป็นข่าวทุกจุดให้เห็นตามความ เป็นจริงว่า คณะสงฆ์ 6 รูป แม่ชีกับอุบาสกและอุบาสิกา 3 คน รวมผู้มาปฏิบัติธรรมที่พักค้างในคอร์สสั้นๆ อยู่กันอย่างไรในสวนฯ ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 50 ไร่

เลยจากโรงทาน หรือศาลารับประทานอาหารของฆราวาส ก็เป็นกุฏิสีขาวสำหรับผู้มาปฏิบัติธรรม 6 หลัง อีกด้านหนึ่ง จากศาลาฟังธรรมที่ทอดยาวไปสุดกำแพงสวนฯ หลวงพ่อชี้ให้ดูทางเดินลาดซีเมนต์ที่ผ่ากลางสวนฯ ไปสุดประตูบ้านหลังหนึ่ง บ้านหลังนั้นมีชื่อว่า อนาลโย ซึ่งผู้เป็นเจ้าของบ้านเป็นผู้ยื่นข้อกล่าวหาและฟ้องร้องท่านอยู่ในขณะนี้

ในเขตของสงฆ์ร่มรื่นไปด้วยไม้ใหญ่ เมื่อเดินผ่านศาลาฉันน้ำปานะ ท่านก็พาเดินเลยไปยังกุฏิพระเล็กๆ สีขาว ที่ห่างกันพอสมควร 6 กุฏิ แต่ละกุฏิไม่เห็นกัน มีต้นไม้ใหญ่เป็นแนวกันเพื่อความวิเวกในการปฏิบัติส่วนตน แล้วท่านก็พาเดินไปยังกุฏิของท่าน เป็นกุฏิสีขาวไม่ใหญ่ บริเวณรอบๆ กุฏิมีต้นไม้เล็กและไม้ใหญ่ล้อมรอบ ท่านหันมาบอกกับ “เนชั่นสุดสัปดาห์” ว่า นี่ไงที่สื่อฯ ลงไปว่าหน้าต่างกุฏิของหลวงพ่อตรงกับหน้าต่างของกุฏิแม่ชีเลย จริงๆ แล้วกุฏิพระและแม่ชี อยู่คนละโซน

จากนั้นท่านก็พาเดินไปยังเขตของอุบาสิกา ซึ่งอยู่ห่างกันพอสมควร และแวะที่กุฏิของอุบาสิกาอรนุช สันตยากร อดีตภรรยาท่านที่ปลงผม มาถือศีลปฏิบัติธรรมอยู่ที่นี่และกำลังถูกกล่าวหาอยู่ในขณะนี้เช่นกัน

กุฏิของอุบาสิกาอรนุช ก็มีขนาดไม่ใหญ่ ล้อมรอบไปด้วยต้นไม้ อุบาสิกาอรนุชยิ้มทักทายด้วยความสงบเย็น แล้วเราต่างพนมมือ ธรรมมะสวัสดี ซึ่งกันและกัน

เมื่อออกมาจากเขตของอุบาสิกา หลวงพ่อปราโมทย์บอกว่า ตอนที่ท่านอยู่ที่สวนโพธิญาณอรัญวาสี จ.กาญจนบุรี ก็อยู่สุขสบายดี มีต้นไม้เยอะ และร่มรื่นอย่างนี้แหละ

หลังจากอยู่ที่นั่น 5 พรรษา ท่านจึงย้ายมาจำพรรษาที่นี่ตามคำแนะนำของหลวงพ่อมนตรี อาภัสสะโร สวนพุทธธรรมป่าละอู จ.ประจวบคีรีขันธ์ พระที่หลวงพ่อปราโมทย์นับถือยิ่ง ซึ่งภายหลังท่านได้อธิบายไว้ในประกาศของสวนสันติธรรม ฉบับที่ 3 ปรากฏอยู่ใน www.wimutti.net อย่างชัดเจนในเหตุผลเกี่ยวกับความจำเป็นในการย้ายมาอยู่ที่สวนสันติธรรมแห่ง นี้เมื่อ 5 ปีก่อน.

เรื่องจากปก

“ท่านสอนให้มีสติ มีจิตตั้งมั่น และหัดรู้รูปนาม (รู้กาย-รู้ใจ) เพื่อให้เห็นไตรลักษณ์” สุรวัฒน์ เสรีวิวัฒนา

ในส่วนที่เกี่ยวกับคำสอนของพระปราโมทย์ ปราโมชโช และวิถีความเป็นอยู่ของอุบาสิกาอรนุช สันตยากร ในสวนสันติธรรม ซึ่งเป็นที่สงสัยของสื่อและผู้คนที่ได้เสพสื่อ “เนชั่นสุดสัปดาห์” ได้สอบถามไปยัง สุรวัฒน์ เสรีวิวัฒนา หนึ่งในผู้ปฏิบัติภาวนากับพระปราโมทย์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 มีคำอธิบายให้กระจ่าง ดังนี้

0 ตามที่เป็นข่าว อ่้างว่าหลวงพ่อปราโมทย์ อวดอุตริมนุสสธรรม และการสอนของท่านทำให้คนอ่อนแอ ไม่สามารถพึ่งตนเองได้ ความจริงนั้นเป็นอย่างไร

ความจริงตรงกันข้ามเลยครับ ในประเด็นอวดอุตริมนุสสธรรมนั้นผมขอไม่พูดถึงนะครับ เพราะเป็นเรื่องของคณะสงฆ์ที่ต้องดำเนินการ

ส่วนในเรื่องที่ว่าการสอนของท่านทำให้คนอ่อนแอ ไม่สามารถพึ่งตนเองได้นั้น ผมบอกได้เลยว่า ที่ผมปฏิบัติภาวนาได้อยู่ทุกวันนี้ เป็นเพราะผมได้รับการอบรมจากหลวงพ่อปราโมทย์ ซึ่งทำให้ผมเข้าใจได้ว่าแม้เราจะไม่สามารถทำสมถะจนถึงขั้นของฌานได้ ก็ไม่ใช่ว่าเราจะไม่มีโอกาสปฏิบัต ิธรรมที่มากไปกว่าทำทาน รักษาศีล แต่เรายังสามารถที่จะฝึกสติ ฝึกรู้สึกตัว ฝึกจิตให้ตั้งมั่่น แล้วเจริญปัญญาด้วยการรู้รูปนาม (กายใจ) จนเห็นไตรลักษณ์ของรูปนามได้เช่นกัน และเมื่อเรารู้จักหลักการภาวนาที่ถูกต้องแล้ว เราก็สามารถที่จะปฏิบัติภาวนาได้ด้วยตัวเองต่อไป ไม่ใช่ว่าต้องไปพึ่งพาครูบาอาจารย์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ตามที่เป็นข่าวอ้างอย่างที่ว่าเลยครับ

อีกทั้งหากสอบถามกับอีกหลายๆ คน ก็จะพบว่า หลายคนมากเลยที่สามารถรู้จักและเข้าใจหลักการปฏิบัติเพียงแค่อาศัยการฟังซี ดีหลวงพ่อเท่านั้น โดยที่เขาเองก็ไม่เคยได้ไปพบหลวงพ่อเลยสักครั้ง แล้วเมื่อเขาเองลงมือปฏิบัติตาม ก็ทำให้จิตใจเขาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นจริง ทำให้เขามีธรรมมะเป็นที่พึ่งได้จริง คนที่มีธรรมะเป็นที่พึ่งได้จริงๆ นี่ ไม่ใช่คนอ่อนแอหรอกครับ มีแต่จะเข้มแข็งมากขึ้น เพราะสามารถอยู่กับโลกได้ด้วยจิตใจที่ทุกข์น้อยลงไปตามลำดับ

0 เท่าที่ได้ศึกษากับหลวงพ่อ แนวทางที่ท่านสอน ดับทุกข์ได้ไหม อย่างไร

ผมเชื่อมั่นว่าแนวทางที่หลวงพ่อสอนนั้น สามารถนำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ครับ เพราะอะไร เพราะหลวงพ่อสอนให้มีสติ มีจิตตั้งมั่น และหัดรู้รูปนาม (รู้กายรู้ใจ) เพื่อให้เห็นไตรลักษณ์ของรูปนาม ซึ่งจากการได้ปฏิบัติตาม ก็เห็นไตรลักษณ์ได้จริงๆ การเห็นไตรลักษณ์อยู่เนืองๆ ด้วยจิตที่ตั้งมั่น เป็นกลางนี้ ตำราก็มีบอกไว้ชัดเจนว่า คือ ภาวนามยปัญญา ซึ่งเป็นปัญญาที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ และถึงแม้วันนี้ผมเองจะยังไม่พ้นทุกข์ก็ตาม

แต่ก็พอเห็นไตรลักษณ์ได้จริงๆ บ้างแล้ว ก็เลยเชื่อมั่นได้ว่า แนวทางที่หลวงพ่อปราโมทย์สอนนั้น สามารถนำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้จริงครับ

0 ประสบการณ์จากการเรียนจากหลวงพ่อตั้งแต่เริ่มจนถึงปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร

ผมเองก่อนมาเจอหลวงพ่อ ก็หัดนั่งสมาธิอยู่ก่อนแล้วประมาณ 11 ปี แต่ไม่เคยที่จะทำจิตให้สงบได้เลย ทุกวันที่นั่งสมาธิก็มีแต่ฟุ้งซ่านไปบ้าง เคลิ้มหลับไปบ้าง แล้วก็ฝืนจิตใจเอาไว้จนเคร่งเครียด รู้สึกได้ว่าทั้งร่างกายและจิตใจหนักอึ้งไปหมด จนเคยท้อแท้สิ้นหวังที่จะเห็นทางพ้นทุกข์ได้

แต่ พอมารู้จักหลวงพ่อ (ตอนนั้นหลวงพ่อยังไม่ได้บวช) ท่านก็บอกผมว่า ผมยังรู้สึกตัวไม่เป็นนะ (ยังไม่มีสติ ไม่มีจิตตั้งมั่น) ต้องหัดรู้สึกตัวให้เป็นก่อน แล้วท่านก็เมตตาแนะนำอยู่หลายเดือน ผมจึงพอจะรู้สึกตัวเป็น ทำให้ความเคร่งเครียดที่เป็นมาร่วมสิบปีหายไป จิตใจก็เริ่มที่จะโล่งโปร่งเบาสบายมากขึ้น

หลังจากนั้นก็ยังไปฟังธรรมตามโอกาส (เดือนละครั้ง สองครั้ง) แล้วก็นำสิ่งที่ท่านเมตตา แนะนำให้ มาหัดปฏิบัติจนทุกวันนี้ โดยธรรมะที่ท่านสอนผมนั้น จะเป็นการให้หัดรู้สึกตัว หัดรู้กายบ้าง หัดรู้จิตบ้าง หัดรู้สภาวะที่กำลังปรากฏไปด้วยจิตที่ตั้งมั่น เป็นกลาง เพื่อให้เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของรูปนาม หรือของขันธ์ 5 ทุกวันนี้ผมก็ยังนำหลักการปฏิบัติตามที่หลวงพ่อสอนนี่แหละครับ มาใช้ปฏิบัติ ทั้งในระหว่างใช้ชีวิตประจำวัน และทั้งในช่วงที่ปฏิบัติตามรูปแบบ

0 คิดว่าคำสอนของหลวงพ่อปราโมทย์ มีจุดแข็ง-จุดอ่อนตรงไหน ที่ทำให้ผู้คนมากล่าวหาและโจมตีท่านได้

คำสอนนั้นไม่อาจจะพูดได้หรอกครับว่ามีจุดอ่อน-จุดแข็งตรงไหน เพราะแต่ละแนวทาง แต่ละคำสอนของครูบาอาจารย์จะเหมาะกับจริตนิสัยของผู้ปฏิบัติที่แตกต่างกัน อย่างแนวทางที่หลวงพ่อปราโมทย์สอนนั้น หลวงพ่อได้วางแนวทางให้เหมาะกับชาวเมืองส่วนใหญ่ ที่จะหาเวลามาปฏิบัติภาวนาในแต่ละวันได้ยากเต็มที หลวงพ่อจึงเน้นให้มาหัดเจริญสติ เจริญปัญญาอยู่ในชีวิตประจำวันเป็นหลัก และในแต่ละวันหลวงพ่อก็จะบอกให้หัดปฏิบัติตามรูปแบบที่ถนัด จะวันสิบนาที ครึ่งชั่วโมง หนึ่งชั่วโมง หรือมากกว่า ก็แล้วแต่จะสะดวก

อย่างไรก็ตาม แนวทางที่หลวงพ่อวางไว้ให้นี้ ก็ไม่ได้เหมาะกับทุกคน บางคนที่มาเรียนแล้วก็อาจปฏิบัติตามไม่ได้ ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติ

แต่ก็ไม่ใช่ว่าพอใครปฏิบัติตามไม่ได้แล้วเราจะไปเหมาเอาทั้งหมดว่าที่ครู บาอาจารย์สอนนั้นไม่ถูก เพราะคนที่เขาปฏิบัติตามได้ก็มีอยู่ครับ

0 มีผู้กล่าวอ้างว่า หลวงพ่อปราโมทย์ มีการเล่นไสยศาสตร์ มนตร์ดำด้วย มีที่มาอย่างไร ทำไมท่านจึงถูกกล่าวหาเช่นนั้น เพราะดูจะขัดแย้งกับการสอนของท่านอย่างสิ้นเชิง

จากที่ผมรู้จักหลวงพ่อปราโมทย์มาตั้งแต่ต้นปี 2543 จนถึงปัจจุบันนี้ ผมไม่เคยเห็นหลวงพ่อจะเล่นหรือสอนเรื่องอะไรพวกนี้เลยครับ ที่เคยได้ยินก็มีเพียงหลวงพ่อพูดเตือนให้ระวังเอาไว้บ้าง โดยหลวงพ่อเองก็เตือนไปตามที่มีครูบาอาจารย์ท่านอื่นๆ ได้แจ้งเตือนมา และเรื่องพวกนี้ หลวงพ่อก็ไม่เคยคิดจะเผยแพร่ออกไปสู่สังคมเลย ลองไปอ่านหนังสือ หรือฟังซีดีที่ท่านสอน แล้วถูกนำมาเผยแพร่ต่อสังคมเถอะครับ ใน www.wimutti.net แล้วจะพบว่า ท่านสอนเรื่องการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์จริงๆ ไม่มีเรื่องอะไรพวกนี้ปนอยู่เลยครับ

0 เท่าที่ใกล้ชิดทั้งหลวงพ่อปราโมทย์ และอุบาสิกาอรนุช การปฏิบัติของทั้งสองท่านเป็นอย่างไร

ผมไม่เคลือบแคลงอะไรกับการปฏิบัติของทั้งหลวงพ่อ และอุบาสิกาอรนุช เลยครับ เพราะสิ่งที่ท่านสอน เป็นสิ่งที่ผมเองและศิษย์อีกจำนวนมากก็สามารถปฏิบัติตามและเห็นได้จริงตาม ธรรมะที่หลวงพ่อสอนอยู่ ซึ่งหลายคนก็สามารถยืนยันผลการปฏิบัติได้ ถ้าใครมี internet เล่น ก็ลองเข้าไปหาอ่านดูก็ได้ครับ

0 ผู้คนมีความสงสัยว่า ทำไมหลวงพ่อซึ่งเป็นพระปฏิบัติ จึงไว้วางใจอุบาสิกาอรนุชมากกว่าผู้อื่น และทำไมอุบาสิกาอรนุช จึงต้องมาปฏิบัติอยู่ที่สำนักเดียวกับหลวงพ่อปราโมทย์ด้วย

เรื่องความไว้วางใจนี่ เป็นผม ผมก็ต้องเลือกไว้วางใจคนที่รู้จักกันมานานที่สุดก่อนแหละครับ ไม่ใช่อยู่ๆ ก็ไปวางใจเอาสิ่งที่คนมากมายตั้งใจจะทำเพื่อสาธารณประโยชน์ไปฝากไว้ในมือคน ที่เพิ่งรู้จักกันไม่นาน ส่วนการที่ท่านอยู่ปฏิบัติภาวนาในสำนักเดียวกัน ก็ไม่น่าจะเป็นประเด็นปัญหาอะไรเลยครับ อีกทั้งกรณีแบบนี้ก็ยังมีให้เห็นในสำนักครูบาอาจารย์อื่นๆ เช่นกันครับ

0 หากมองในแง่ของการปฏิบัติธรรม เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เรียนรู้อะไรบ้าง

จริงๆ แล้วได้เรียนรู้อะไรเยอะมากจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ที่สำคัญคือ ได้เห็นเลยว่าผู้ที่เคารพศรัทธาหลวงพ่อปราโมทย์นั้น ล้วนแต่เคารพศรัทธาเพราะธรรมะที่หลวงพ่อปราโมทย์นำมาสอนจากพระพุทธเจ้า เป็นธรรมะที่ปฏิบัติตามได้จริง แม้จะเป็นฆราวาสที่ยังต้องวุ่นวายกับโลก ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่เคารพศรัทธาหลวงพ่อ เพราะธรรมะที่หลวงพ่อสอนอยู่ล้วนๆ ไม่ใช่เพราะคำร่ำลือ ไม่ใช่เพราะมีใครมาบอกกล่าวอะไรที่เป็นเรื่องอื่นๆ เลยครับ.

หมายเหตุ คลิปธรรมะที่ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ Dhammada.net (ธรรมดา ด็อต เน็ต) คือเสียงการแสดงธรรมเพียงบางช่วง บางตอน ของ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สวนสันติธรรม ศรีราชา ชลบุรี ซึ่งทางกลุ่มธรรมดาเป็นผู้จัดทำเพื่อให้เป็นหมวดหมู่ และยังมีเรื่องของการตอบคำถามเฉพาะเรื่องเฉพาะบุคคลด้วย ดังนั้นจึงยังไม่ใช่ข้อสรุปของการสอนธรรมะของท่านแต่อย่างใด รวมทั้งคำพูดหรือศัพท์บัญญัติที่ใช้ อาจเป็นที่เข้าใจเฉพาะกับผู้ถามเท่านั้น มิใช่การพูดเป็นการทั่วไป จึงขอความกรุณาอย่าได้นำไปใช้อ้างอิงในที่ใดโดยเด็ดขาด ขอเป็นเพียงการฟังเพื่อเข้าใจแนวทาง และเพื่อเป็นกำลังใจในการภาวนาเท่านั้น
อนึ่ง Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทางสวนสันติธรรมแต่อย่างใด

เรื่องอื่นๆ: