พระพุทธประวัติแบบรวม

ลพ.ปราโมทย์ ปาโมชฺโช:รู้ทันกันหลง540731

หลวงพ่อธี:อนัตตาสุดยอด 54-07-02

ปรุะวัติถ้ำเมืองนะ ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

วันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ดังตฤณวิสัชนา ฉบับเปิดกรุ - ฉบับที่ ๑๕๙

ที่มา dharma at hand


ถาม - เคยศึกษามาว่าผู้ที่จะเข้าถึงความเป็นพระอรหันต์นั้น ต้องบำเพ็ญบารมี ๑๐ ให้เต็ม
จึงอยากทราบว่า "บารมีเต็ม" มีลักษณะอย่างไรและจะรู้ได้อย่างไรว่าบำเพ็ญบารมีได้เต็มแล้วครับ
dungtrin_gru2a
วัดเอาด้วยสภาพความรู้สึกทางใจครับ
ถ้าใจรู้สึกเปิด เบิกบาน เห็นคนและสัตว์ตกทุกข์แล้วมีใจคิดช่วยโดยอัตโนมัติ
หรืออยู่ๆแต่ละวันนึกอยากให้ ไม่ให้อะไรเลยเหมือนขาด เหมือนละเลยไม่ทำกิจที่ควร
อย่างนี้เรียกว่าทานบารมีเริ่มเข้าขั้นแล้วในชีวิตปัจจุบัน
และเป็นทำนองเดียวกับบารมีอื่นๆ
เช่นวิริยะ ถ้ารู้สึกว่าตั้งแต่ตื่นถึงเวลาหลับ
มีแต่ความกระตือรือร้นอยากทำนั่นทำนี่
(ถ้าเป็นสงฆ์ก็คืออยากเดินจงกรม นั่งสมาธิ พิจารณากายใจ
พิจารณาอาหาร พิจารณาความตาย ฯลฯ)
เป็นอยู่อย่างนั้นอย่างต่อเนื่อง
ถ้าเกิดอารมณ์เกียจคร้าน หรือมีกิจ หรือเป็นไข้ไม่สบายให้ต้องชะงักความเพียร
ก็จะไม่สบายใจขึ้นมาอย่างมาก
คนที่มีบารมีด้านต่างๆมาเป็นทุนอยู่ก่อน
จะรู้สึกทำบารมีด้านหนึ่งๆง่าย สบายๆ
แต่อันนี้ก็มีเหตุปัจจัยแทรกได้เหมือนกัน
เช่นถ้าทำปาณาติบาตไว้มากๆ อาจเป็นผลให้เจ็บออดๆแอดๆ
ลดทอนกำลังใจในการบำเพ็ญวิริยะบารมีลงไปได้
ส่วนที่ว่าบารมีทั้งหมดเต็มหรือยัง จะทราบได้อย่างไร
ก็ต้องเพียรพิจารณาจนจิตเห็นกายใจเป็นไตรลักษณ์เป็นปกติ
กิเลสขาดเมื่อไหร่ก็รู้เมื่อนั้นครับว่าเต็มแล้ว
ความจริงวัดด้วยกำลังคืออินทรีย์ ๕
ศรัทธา วิริยะ สมาธิ สติ ปัญญาก็พอ ไม่ต้องไกลขนาดบารมี ๑๐ ก็ได้
แต่ถ้าพร่องบารมี ๑๐ เช่นเรื่องทาน
ก็ทำให้จิตใจแห้งแล้ง ไม่เหมาะกับมรรคผลจริงๆ
ที่มา http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/001576.htm?2#2

ธรรมะจากพระผู้รู้ - ฉบับที่ ๑๕๙

ที่มา dharma at hand


พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
luangpor_pramote

luangpor
รู้สึกตัวนะ สบายๆ
การจะพ้นจากโลกพ้นจากทุกข์นั้น
ก็พ้นจากความยึดมั่นถือมั่นในกายในใจของเรานี่แหละเป็นตัวตั้ง
ถ้าไม่ยึดตัวเองแล้วนะ ของอื่นก็ไม่ยึดด้วย

พยายามมาดูที่กายที่ใจให้มาก ไม่มีวิธีอื่นนอกจากการรู้ทุกข์
สิ่งที่เรียกว่าทุกข์ก็คือกายกับใจของเรานี่เอง
ตัวสมุทัย ตัวความอยาก ตัณหา โลภะ ราคะ ความเกาะเกี่ยวของจิต
จิตเข้าไปเกาะเกี่ยวเข้าไปยึดถืออะไร เข้าไปยึดถือกายยึดถือใจ
ก็เลยไปหยิบฉวยเอาตัวทุกข์เข้ามาครอบครองไว้

กายกับใจนี้เทียบไปเหมือนงูเห่า เราไม่รู้จัก ไม่รู้ว่ามีโทษมีภัย เราก็ไปหยิบมาอุ้มไว้
จิตก็เหมือนกัน จิตไม่รู้ว่ากายนี้ใจนี้เหมือนงูพิษ เป็นของไม่ดี เป็นทุกข์ เป็นทุกข์เป็นโทษ ไม่เห็น
ก็มีความยึดถือ มีความเกาะเกี่ยว เข้าไปผูกพัน รักใคร่ ยึดเอาไว้

กายนี้ใจนี้เป็นทุกข์เป็นโทษโดยตัวของมันเอง
แต่มันก็เป็นอย่างนั้นแหละ ไม่เกี่ยวกับจิตที่ฝึกดีแล้ว
ทีนี้จิตเราฝึกไม่ดี จิตมีความอยาก ก็เข้าไปยึดถือกายยึดถือใจ
ไปหยิบเอาของไม่ดีมาถือไว้ ก็เลยทุกข์ ความทุกข์นั้นเข้ามาสู่ใจ
ลำพังกายใจนี้มันเป็นทุกข์โดยตัวของมันเองเนี่ยเป็นทุกข์แบบหนึ่ง
เป็นทุกขสัจ เป็นทุกข์ เป็นตัวสภาวะของความทุกข์

การที่เราเข้าไปหยิบฉวยเข้ามาเนี่ยเกิดทุกข์
นี้ทุกข์เพราะตัณหา ทุกข์เพราะความยึดถือ เป็นทุกข์อีกชั้นหนึ่ง
เนี่ยคำว่าทุกข์ก็มีหลายระดับ ทุกข์ที่ลึกที่สุดเลยก็คือ ขันธ์ ๕ นั่นแหละเป็นตัวทุกข์
สิ่งที่เรียกว่าตัวเราๆ แยกออกไปเป็นขันธ์ ๕ จริงๆเป็นตัวทุกข์ ตัวนี้เห็นยาก
ทุกข์รองลงมาก็ทุกข์เพราะอยาก ใจเข้าไปหยิบฉวยเอาขันธ์ ๕ มาครอบครองไว้
ก็เลยไปหยิบเอาตัวทุกข์เข้ามาครอบครองไว้ในใจ ก็เป็นภาระทางใจ
ถ้าเห็นความจริงของขันธ์เมื่อไหร่ก็จะสลัดคืนขันธ์ให้โลก
จิตใจไม่มีความอยากความยึดถือ ไม่มีความเกาะเกี่ยวในขันธ์ จิตใจก็สิ้นภาระ

ขันธ์ ๕ เป็นตัวทุกข์ เป็นภาระ คนทั้งหลายเนี่ยยึดถือเอาไว้
ท่านบอก ขันธ์ ๕ เป็นภาระ เป็นของหนัก
คนทั้งหลายเนี่ยแบกของหนักไป ไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวง
พระอรหันต์เนี่ยท่านวางของหนักลงแล้ว คือวางความยึดถือขันธ์ลงแล้ว แล้วไม่หยิบขึ้นมาอีก
ใจก็หมดภาระ หมดความหนัก หมดความทุกข์ทางใจ

เนี่ยเราค่อยฝึกเอา ดูความจริงของธาตุขันธ์ไปเรื่อย
ถ้าไม่ดูความจริงของธาตุของขันธ์ ไม่มีทางบรรลุมรรคผลอะไรหรอก
คอยรู้ความจริงของธาตุของขันธ์
บางคนก็แยกธาตุแยกขันธ์ แยกสิ่งที่เรียกว่าตัวเราเป็นขันธ์
บางคนแยกเป็นธาตุ บางคนแยกเป็นอายตนะ แยกยังไงก็ได้
บางคนแยกเป็นอินทรีย์ ๒๒ ตัว ตาหูจมูกลิ้นกายใจ อยู่ในอินทรีย์เหมือนกัน
ธรรมะมันคร่อมไปคร่อมมานะ คร่อมหมวด บางทีท่านก็แสดงแบบนัยยะแบบนี้
บางทีท่านแสดงไปอีกคนหนึ่งท่านก็แยกสิ่งที่เรียกว่าตัวเราออกเป็นอีกแบบหนึ่ง
แล้วแต่ประโยชน์ โดยเพ่งเล็งประโยชน์ของคนฟัง
งั้นธรรมะก็เลยมีเยอะแยะไปหมดเลย ความจริงก็คือเรามาดูสิ่งที่เรียกว่าตัวเรานี่แหละ
ดูจนเห็นความจริงเลย สิ่งที่เรียกว่าตัวเราๆ จริงๆไม่ใช่ตัวเรา
จริงๆเป็นทุกข์ เป็นตัวทุกข์ตัวโทษ เห็นทุกข์ ใจก็วาง

.เมื่อก่อนหลวงพ่ออ่านนิยายตอนยังเด็กอยู่ เรื่องกามนิต วาสิฏฐี
ใครเคยอ่าน? คนโบราณจะอ่าน (เสียงหัวเราะ) เด็กๆนี้คงไม่เรียนแล้วมั้ง
พระพุทธเจ้าสอน “ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์” จริงท่านสอนทั่วๆไป ฝรั่งก็เอาไปเขียนเป็นนิยาย
ในพระสูตรก็มี พระนางมัลลิกา เป็นมเหสีองค์หนึ่งของพระเจ้าปเสนทิโกศล เคารพพระพุทธเจ้ามาก วันหนึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศลถาม พระพุทธเจ้าสอนอะไร
สอนว่า “ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์” สอนเหมือนในเรื่องกามนิตนี่แหละ
พระเจ้าปเสนทิโกศลฟังแล้วหงุดหงิดใจ “ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีสุขสิ”
ถ้าพรากจากที่รักน่ะ ถึงจะทุกข์ รู้สึกอย่างนั้นไหม
ที่ใดมีรักก็ต้องมีความสุข ที่ใดไม่มีความรัก ความรักหนีไปแล้วนะ ถึงจะทุกข์
เนี่ยสอนอะไรอย่างนี้ ถ้าพระพุทธเจ้าสอนไม่ผิดนะ พระนางมัลลิกาก็จำมาผิด

ถ้าเรามาภาวนา ตอนแรกๆหลวงพ่อก็ไม่เข้าใจนะ ก็คิดเหมือนที่พวกเราคิดนั่นแหละ
พรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์ ในบทสวดมนต์ก็มีใช่ไหม ไม่ใช่ว่าที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์
มาภาวนานะ คำว่ารักเนี่ยไม่ใช่ love รักตัวนี้ก็คือตัวโลภะ ตัวราคะนั่นเอง ความเกาะเกี่ยวของจิต
อาการที่รักก็คืออาการเกาะเกี่ยว ความรู้สึกไหม ความรู้สึกเกาะเกี่ยว
ถ้าความรู้สึกเกาะเกี่ยวเกิดขึ้นเมื่อไหร่นะ ภาระทางใจจะเกิดขึ้นทันทีนั้น

งั้นมีรัก มีความเกาะเกี่ยวทางจิตเกิดขึ้นเมื่อไหร่
ภาระทางใจคือความทุกข์ก็เกิดขึ้นในขณะนั้นเลย
ถ้าเราเกาะเกี่ยวอยู่ในกาย เราก็จะทุกข์เพราะร่างกาย
เกาะเกี่ยวอยู่ในจิตใจก็จะทุกข์เพราะจิตใจ
เกาะเกี่ยวที่บ้าน ก็จะทุกข์เพราะบ้าน
เกาะเกี่ยวกับรถยนต์ ก็จะทุกข์เพราะรถยนต์
เกาะเกี่ยวกับอะไร ก็จะทุกข์เพราะอันนั้น
ที่ใดมีรัก ที่นั่นแหละมีทุกข์ จริงๆเลย
เราไปแปลคำว่ารัก แปลว่า love มันแปลแคบไป
รักตัวนี้คือความเกาะเกี่ยวของจิต ตัวโลภะนั่นเอง
ตัวอยาก ตัวตัณหา มีขึ้นมาเมื่อไหร่ มีภาระ มีทุกข์ทางใจเกิดขึ้นทุกทีไป
จะทำลายตัณหา ทำลายราคะตัวนี้ได้ ต้องเห็นความจริงในสิ่งที่เราเคยรัก
ถ้าเห็นว่าจริงๆแล้วมันไม่ดีหรอก ก็เลิกรัก

มาดูของเรานะ ภาวนาไป ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์จริงๆ อย่างนั้นจริงๆ
สมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าเทศน์ มีนาก็ทุกข์เพราะนา มีวัวก็ทุกข์เพราะวัว
ถ้ามีขันธ์ ๕ ก็ทุกข์เพราะขันธ์ ๕ นั่นแหละ ถ้าเห็นทุกข์เห็นโทษนะ มันก็ปล่อย

พอเห็นทุกข์เห็นโทษ ความรักก็จืดจาง นึกออกไหม
พอเห็นทุกข์เห็นโทษ เห็นความไม่ดีไม่งามนะ ความรักก็จืดจาง ก็เรื่องธรรมดาอย่างนี้แหละ
ถ้าเรามาดูกายดูใจนะ เราเห็นทุกข์เห็นโทษของกายของใจ
ความรักความผูกพันในกายในใจก็จืดจาง จืดจางได้ ไม่ใช่ไม่ได้
เราคิดแต่ว่าเราจะจืดจางความรักต่อคนอื่น ไม่ใช่หรอก
ถ้ามาดูกายดูใจเป็นนะ จะจืดจางความรักต่อกายต่อใจนี้ ต่อขันธ์นี้

สุดท้ายก็ปล่อย บ๊ายบาย ต่างคนต่างไป ยังอยู่บ้านเดียวกันแต่ไม่กระทบกระทั่งกัน
จิตที่ฝึกดีแล้ว อยู่กับขันธ์นี่แหละ แต่ไม่ไปแบกขันธ์ขึ้นมา
ขันธ์จะแก่ เออเรื่องของแก ขันธ์จะเจ็บ ขันธ์จะตาย เรื่องของขันธ์
จะสุขจะทุกข์ จะดีจะชั่ว เรื่องของเค้า ไม่ใช่เรื่องของเรา ใจมันวาง
แต่มันชั่วไม่ได้เพราะสติมันเร็ว ยิ่งฝึกไปเรื่อยสติยิ่งเร็วนะ
มันจะวางดี ชั่วไม่วางแล้วเพราะไม่มีจะวาง
ชั่วเกิดนะ สติระลึกก็ขาดเลย เหลือแต่ดี แล้วดีก็วาง
พอวางหมดนะ ไม่มีอะไรให้ยึดถือ ใจก็สบาย ใจก็อิสระ ปลอดโปร่ง

ทุกวันนี้พวกเรารู้สึกไหมเราไม่ค่อยอิสระ เรามีพันธะเยอะแยะเลย เพราะเรายังผูกพัน
ผูกพันในครอบครัวเราก็เสียอิสระไปส่วนหนึ่ง ผูกพันกับบ้านเราก็เสียอิสระไปส่วนหนึ่งใช่ไหม
ผูกพันกับลูกก็เสียอิสระไปส่วนหนึ่ง ผูกพันกับชื่อเสียงเกียรติยศก็เสียอิสระ

ถ้าเรารักอะไรนะ เราจะทุกข์เพราะอันนั้น เราผูกพันกับอะไร เราจะทุกข์เพราะอันนั้น
สิ่งที่รักมีทั้งรูปธรรมทั้งนามธรรม ชื่อเสียงเกียรติยศเป็นนามธรรม ก็เป็นเครื่องผูกมัน
เสียอิสรภาพทั้งสิ้นเลยไม่ว่าจะรักอะไร

ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ ถ้าเห็นทุกข์เห็นโทษก็หมดรัก หมดรัก หมดยึด หมดทุกข์
สิ่งที่รักที่สุดคือกายกับใจของเรานี้ งั้นมาดูกายดูใจให้มาก เห็นความจริงของกายของใจให้มาก
ไม่มีทางเลือกอื่นหรอก จะเห็นทุกข์เห็นโทษของกายของใจ คลายความยึดถือออก
ก็หลุด เป็นอิสระ จิตหลุดพ้นแล้วเป็นอิสระ มีความสุข
คนที่มีอิสระ กับคนเป็นทาส ความสุขไม่เหมือนกันหรอก
พวกเราเป็นความสุขแบบเป็นทาส
ต้องใช้น้ำหอมยี่ห้อนี้ถึงจะมีความสุข นี่เป็นทาสน้ำหอมนะ
ต้องอยู่กับแมว นี่เป็นทาสแมว อยู่กับหมาถึงจะมีความสุข เป็นทาสหมา
เป็นไหม? ถึงเวลาต้องไปอาบน้ำให้มันใช่ไหม
พ่อเราๆยังไม่ไปอาบให้เลย (เสียงหัวเราะ) ต้องอาบให้หมา เสียอิสรภาพนะ

ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์นะ ยึดถืออะไรก็เสียอิสระภาพเพราะสิ่งนั้น
รักสิ่งใดก็เสียอิสรภาพเพราะสิ่งนั้นแหละ แต่มีหน้าที่
ไม่ใช่อยู่กับภรรยามานาน ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ เลิกเลย เดี๋ยวไปหาเอาใหม่ อย่างนั้นไม่ใช่นะ
ทุกคนมีหน้าที่ของตัวเอง ทำไปตามหน้าที่ ไม่ปฏิเสธหน้าที่หรอกชาวพุทธ
อย่างเรามีพ่อมีแม่ ต้องรัก มีภาระต้องดูแล ก็ดูแล
มีลูก ต้องเลี้ยง ไม่ใช่ลูกเป็นอนัตตา มีลูกต้องเลี้ยงนะ เป็นอนัตตามึงจะไปไหนก็ไป ไม่ใช่
ทำหน้าที่ของเรานะ แต่ทำแบบไม่ยึดถือ ทำเต็มฝีมือ ได้ผลแค่ไหนพอใจแค่นั้น

เรามีหน้าที่เราก็ทำหน้าที่ของเราไปนะ แต่ทำอย่างฉลาด
ทำอย่างรู้ว่าเป็นแค่เครื่องอาศัยอยู่กับโลกแค่นั้นเอง
ไม่ใช่ทำแบบมาเป็นเจ้านายครอบครองหัวใจเรา
อยากรวย ไม่รู้จะรวยทำอะไรนะแต่อยากรวย วันๆไม่ทำอะไรหาเงินอย่างเดียวเลย
ไม่เคยใช้เงินเลยเพราะไม่ว่าง ยังไม่ว่างจะใช้เงิน
ทำๆๆไปนะ หมดแรง ใกล้จะตายแล้ว โอ้เงินเยอะเลยทำไงดี
เอาเงินนี่ละวะไปจ่ายค่าหมอเพื่อรักษาสุขภาพ จะได้มีแรงไปเที่ยว ตังค์ไม่มีแล้ว หมดแล้ว
น่าสงสารนะ สัตว์โลกทั้งหลาย เป็นไปตามกรรม

งั้นมาดูกายดูใจไว้ แล้วมันจะพ้นทุกข์
พ้นทุกข์เพราะเห็นแล้ว ที่ใดมีรัก ที่นั่นก็มีทุกข์แหละ
หมดรักหมดทุกข์ หมดรักได้เพราะเห็นทุกข์เห็นโทษ
ใจก็เป็นอิสระ มีความสุข
กลางวันก็สุข กลางคืนก็สุข ตื่นอยู่ก็สุข หลับอยู่ก็สุข
มีความสุข มันมีความอิ่มมีความเต็ม ไม่หิวอยู่ข้างในหรอก
ใจยังหิวอยู่ก็ดิ้นอยู่ ทุกข์อยู่นะ


สวนสันติธรรม
วันเสาร์ ที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๕

ฟังเนื้อหา: http://03.wimutti.net/pramote/cd/046/mp3/550630B.mp3

วิธีถอนความเจ็บใจ

ที่มา dharma at hand

จากใจ บ.ก. ใกล้ตัว - ฉบับที่ ๑๕๙

วิธีถอนความเจ็บใจ

dungtrin_new2
สิ่งที่น่าเจ็บใจที่สุด
คือการไม่สามารถถอนความเจ็บใจได้อย่างใจ

คนเราไม่อยากเป็นทุกข์
แต่ช่วยไม่ได้ที่มีเรื่องน่าเจ็บใจให้เป็นทุกข์อยู่ทุกวัน
และเวลาเจ็บใจขึ้นมา ก็ยากที่จะถ่ายถอนเสียด้วย
ทั้งที่บางทีไม่อยากเจ็บเหมือนทิ่มแทงตัวเองซ้ำซากเลย

วิธีแก้ความเจ็บใจของคนส่วนใหญ่จะเป็นการซ้ำเติมตัวเอง
คือ อยากหายเจ็บใจด่วน
ซึ่งก็จะต้องมารู้สึกในภายหลังว่าช่วยไม่ได้ที่มันไม่หาย
ไม่รู้จะทำยังไงให้มันหาย

ความจริงก็คือแค่อยากหายเจ็บใจก็พอแล้ว
และเมื่อเกิดความเจ็บ ไม่รู้จะทำอย่างไร ให้บอกตัวเองว่า
"ก็ไม่ต้องทำอะไร" แล้วจะรู้สึกเบาสบายขึ้นมาได้

จำอาการที่ "ไม่ทำอะไร" เอาไว้ครับ
มันโล่ง มันสบาย มันคลายใจ
แต่ถ้ามัวแต่ "ทำอะไร" อยู่นั่นแหละ
คือทิศทางเดียวกับการผูกใจอยู่กับเรื่องน่าเจ็บ
ย้ำคิดถึงเรื่องน่าเจ็บใจไม่เลิก
ทำนองเดียวกับสั่งตัวเองว่า "อย่าคิดถึงสีแดง"
พอย้ำสั่งอยู่อย่างนี้ เราก็จะคิดถึงสีแดงตลอดเวลา
แทนที่จะเลิกข้องแวะกับมัน

การไม่ทำอะไรในขณะที่เจ็บใจ
จะพัฒนาเป็นการเจริญสติขึ้นมาได้
ถ้ามีความเข้าใจพื้นฐานรองรับ
กล่าวคือมีการรู้ว่าใจเรากำลังทำอะไรอยู่ จึงเลิกทำเสีย
แล้วสติจะบอกเราเองว่ามันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
ไม่เห็นว่าความเจ็บใจจะเป็นเราที่ตรงไหน

ดังตฤณ
พฤศจิกายน ๕๕

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ใครอยากไปนิพพาน ลองฟังทางนี้ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แผ่นที่ ๔๖

ที่มา วิมุตติ




แผ่นที่ 46
 
 
 MP3 WMA
 
128Kb64Kb 48Kb
วันจันทร์ที่ 4 มิถุนายน 2555 35,406 KB 17,705 KB   13,474 KB
วันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน 2555(A) 26,818 KB 13,411 KB   10,210 KB
วันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน 2555(B) 31,459 KB 15,732 KB   11,970 KB
วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฏาคม 2555 33,469 KB 16,737 KB   12,734 KB
วันศุกร์ที่ 13 กรกฏาคม 2555 45,846 KB 22,925 KB   17,441 KB
วันเสาร์ที่ 14 กรกฏาคม 2555 29,930 KB 14,967 KB   11,389 KB
วันศุกร์ที่ 20 กรกฏาคม 2555 38,151 KB 19,077 KB   14,516 KB
วันเสาร์ที่ 21 กรกฏาคม 2555 29,099 KB 14,552 KB   11,074 KB
วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฏาคม 2555 28,765 KB 14,384 KB   10,946 KB
วันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม 2555(A) 32,107 KB 16,056 KB   12,217 KB
วันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม 2555(B) 40,668 KB 20,336 KB   15,474 KB
วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม 2555(A) 29,791 KB 14,898 KB   11,339 KB
วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม 2555(B) 49,991 KB 24,998 KB   19,020 KB
วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม 2555(A) 32,319 KB 16,161 KB   12,297 KB
วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม 2555(B) 47,991 KB 23,997 KB   18,261 KB
วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม 2555(A) 31,361 KB 15,682 KB   11,933 KB
วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม 2555(B) 37,101 KB 18,553 KB   14,118 KB
วันเสาร์ที่ 25 สิงหาคม 2555 22,720 KB 11,362 KB   8,649 KB
วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม 2555(A) 32,914 KB 16,459 KB   12,524 KB
วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม 2555(B) 38,865 KB 19,435 KB   14,790 KB

คำชี้แจงการดาวน์โหลด อ่าน
1.ขอแนะนำให้ทุกท่านดาวน์โหลดไฟล์ไปเก็บไว้ที่เครื่องก่อนที่จะฟัง ไม่ควรฟังจากเซิร์ฟเวอร์โดยตรง
   เพราะจะทำให้เกิดการดาวน์โหลดจากเซิร์ฟเวอร์ทุกครั้งที่ทำการฟัง
   และยังจะทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรทางด้านเน็ตเวอร์คมากขึ้นทั้งที่สามารถหลีกเลี่ยงได้
2.วิธีการดาวน์โหลดจากเซิร์ฟเวอร์ไปฟังนั้น แยกตามบราวเซอร์ได้ดังนี้
   1.IE (Internet Explorer) ให้กดคลิ้กปุ่มขวา จะมีชอร์ตคัตเมนูขึ้นมา
      ให้เลือก Save As แล้วเลือกเก็บไฟล์ไวัในโพลเดอร์ที่ต้องการ
   2.Mozilla Firefox ให้กดคลิกปุ่มขวา จะมีชอร์ตคัตเมนูขึ้นมา
      ให้เลือก Save Link As แล้วเลือกเก็บไฟล์ไว้ในโฟลเดอร์ที่ต้องการ
3.Mac
   1.หากเป็นเมาส์แบบ 2 ปุ่ม ให้คลิกปุ่มขวา จะมี Dialog Box ขึ้นมา
      ให้เลือก Save File As แล้วเลือกเก็บไฟล์ไว้ในไดเร็คทอรีที่ต้องการ
   2.หากเป็นเมาส์แบบ 1 ปุ่ม ให้กดปุ่ม command หรือปุ่มรูปแอปเปิ้ล แล้วคลิก
      จะมีชอร์ตคัตเมนูขึ้นมา ให้เลือก Save File As แล้วเลือกเก็บไฟล์ไว้ในไดเร็คทอรีที่ต้องการ
   3.การใช้โปรแกรมช่วยดาวน์โหลด หรือช่วยเร่งดาวน์โหลด เช่น FlashGet จะไม่สามารถใช้งานได้อีก
      เพราะเซิร์ฟเวอร์จะมองว่าเป็นการโจมตี แล้วจะทำให้ไม่สามารถดาวน์โหลดได้
      โดยจะมีอาการประหลาดหลายอย่าง เช่น ดาวน์โหลดวนไปมาไม่เสร็จสักที
      หรือไม่สามารถดาวน์โหลดได้เลย
   4.สำหรับผู้ที่ใช้ Mozilla Firefox และใช้ Add on เพื่อช่วยดาวน์โหลดนั้น
      สามารถใช้ DownThemAll ได้โดยไม่มีปัญหาอะไร
      แต่การดาวน์โหลดที่เกิดขึ้น จะมีเพียง session เดียว ไม่สามารถแตกไฟล์ได้
   5.ท่านที่ดาวน์โหลดแล้วไม่เห็นขนาดไฟล์ ขอให้เข้าใจว่าเป็นลักษณะอาการที่เป็นปกติ
      เพราะจะช่วยให้โปรแกรมที่โจมตี ไม่สามารถทำงานได้ เพราะไม่สามารถประเมินได้ว่า
      ควรจะโจมตีที่ไฟล์ใด

   ในกรณีที่ท่านประสบปัญหาในการดาวน์โหลด
ขอให้แจ้งมาที่ support.wimutti.net@gmail.com โดยให้แจ้งพร้อมรายละเอียดดังนี้
1.ประเทศที่ท่านอยู่ในขณะที่ดาวน์โหลด และเวลาที่เป็นเวลาท้องถิ่น (Local Time)
   พร้อมเวลาที่ทด (Daylight Saving Time: DST) ถ้ามี
2.บราวเซอร์ที่ท่านใช้
3.ไฟล์ที่ท่านดาวน์โหลด
4.หน้าที่ท่านเข้าไปดาวน์โหลด
5.เซิร์ฟเวอร์ที่ท่านดาวน์ ซึ่งในข้อ 3, 4 และ 5 หากท่านส่ง url
   หรือลิงก์ที่ปรากฎในช่อง address ของบราวเซอร์มา ก็ใช้ได้เหมือนกัน
6.ข้อความ Error ที่ได้รับ (ข้อนี้สำคัญมาก เพราะหากไม่บอก
   ทางผู้ทำหน้าที่ให้การช่วยเหลือจะไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้
   และจะต้องสอบถามกลับไป ซึ่งจะทำให้เกิดความล่าช้าในการแก้ไขปัญหา)

ขอแสดงความนับถือ
wimutti.net

วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2555

หลวงพ่อสนอง กตปุญโญ วัดสังฆทาน จ.นนทบุรี ละสังขารแล้ว

ที่มา dhammajak

 รูปภาพ
 หลวงพ่อสนอง กตปุญโญ เมื่อครั้งเดินทางไปเผยแผ่ธรรม
ณ เมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์



หลวงพ่อสนอง กตปุญโญ
เจ้าอาวาสวัดสังฆทาน บ้านบางไผ่น้อย ต.บางไผ่ อ.เมือง จ.นนทบุรี
พระนักเผยแผ่ธรรม-พระนักปฏิบัติด้านวิปัสสนากรรมฐานชื่อดัง
ผู้ก่อตั้งสถานีวิทยุ “สังฆทานธรรม”
ได้ละสังขารด้วยอาการสงบแล้ว ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมกตปุญโญ
ต.ปากน้ำ อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี
ซึ่งองค์ท่านได้ลงไปพำนักจำพรรษาอยู่ในปีนี้
เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๕ เวลาประมาณ ๒๑.๓๙ น.
ด้วยโรคไตวายเฉียบพลัน สิริรวมอายุได้ ๖๘ ปี ๔ เดือน พรรษา ๔๘


คณะศิษยานุศิษย์ได้เคลื่อนสรีระสังขารองค์หลวงพ่อสนอง
มาประดิษฐาน ณ ศาลาเรือนไทย ชั้น ๒ วัดสังฆทาน
ในวันเสาร์ที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ นี้ เวลา ๑๓.๐๐ น.
เพื่อสรงน้ำศพ และสวดพระอภิธรรมต่อไป


ท่านได้อาพาธหนักหลังกลับจากธุดงค์ธรรมยาตราอย่างอุกฤตที่อินเดีย
องค์หลวงพ่อเอาชีวิตไปประกาศธรรม เผยแผ่พระศาสนาในแดนพุทธภูมิ
สมเป็นศากยบุตรพุทธชิโนรสที่ไม่อาลัยแม้แต่สังขารร่างกาย
ชีวิตนี้องค์หลวงพ่อทำเพื่อเป็นสังฆทานอย่างแท้จริง

-------------------------------------

สิบนิ้วนบจบไหว้ที่ชายผ้า
น้อมส่งสา “หลวงพ่อสนอง” ร่องสวรรค์
พระคุณท่านล้นฟ้าเกินจำนรรค์
อภิวันท์วันทาขอลาเอย

สิบนิ้วนบจบไหว้ที่ชายผ้า
น้อมส่งสาหลวงพ่อสนองร่องสวรรค์
พระคุณท่านล้นฟ้าเกินจำนรรค์
หรือเสกสรรร้อยกรองให้ต้องจินต์
ร่มโพธิ์แก้วแจวจรไปนอนฟ้า
หมู่นกกาอาลัยจนหมดสิ้น
น้าตานองร้องไห้คงได้ยิน
ทั่วแผ่นดินอาลัยหลวงพ่อเอย

-------------------------------------

:b8: มีพิธีสวดพระอภิธรรมทุกวัน เวลา ๑๙.๐๐ น.
เบื้องแรกมีกำหนด ๑๐๐ วัน
ณ ศาลาเรือนไทย ชั้น ๒ วัดสังฆทาน
เริ่มตั้งแต่คืนวันเสาร์ที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ เป็นต้นไป


ขอแจ้งข่าวให้ญาติธรรมทุกท่าน ลูกศิษย์ทุกท่าน ได้ทราบโดยทั่วกัน


:b44: :b42: :b42: :b42: :b42: :b42: :b42: :b42: :b44:
• ประวัติและปฏิปทาหลวงพ่อสนอง กตปุญโญ
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=20372

• แผนที่วัดสังฆทาน จ.นนทบุรี
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=1840

• ประวัติวัดสังฆทาน จ.นนทบุรี
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=3310

• “ธรรมยาตรา” สู่ แดนอิสาน หลวงพ่อสนอง กตปุญโญ
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=38&t=35719

• “วันวิสาขบูชา” ณ วัดสังฆทาน จ.นนทบุรี
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=38&t=22205

• ประมวลภาพวัดสังฆทาน จ.นนทบุรี
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=13742


รูปภาพ
สรีระสังขารหลวงพ่อสนอง กตปุญโญ ณ ศาลาเรือนไทย ชั้น ๒ วัดสังฆทาน
บันทึกภาพโดย คุณดุสิตธานี แห่งลานธรรมจักร


:b8: :b8: :b8: ขอน้อมกราบนมัสการลาองค์หลวงพ่อสนอง กตปุญโญ ด้วยเศียรเกล้า
ทั้งน้อมระลึกถึงคุโณปการยิ่งที่ท่านมีต่อพระพุทธศาสนาและมวลมนุษย์ชาติเจ้าค่ะ
กรรมใดที่ลูกได้ล่วงเกินองค์หลวงพ่อ ไม่ว่าด้วยกาย วาจา ใจ
ไม่ว่ีาจะโดยเจตนาหรือไม่เจตนา หรือด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการก็ตาม
ขอองค์หลวงพ่อได้โปรดเมตตาอโหสิกรรมและงดโทษให้ด้วยเทอญเจ้าค่ะ








:b20: ขอขอบพระคุณที่มาของข้อมูล
https://www.facebook.com/sanghathan

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว