พระพุทธประวัติแบบรวม

ลพ.ปราโมทย์ ปาโมชฺโช:รู้ทันกันหลง540731

หลวงพ่อธี:อนัตตาสุดยอด 54-07-02

ปรุะวัติถ้ำเมืองนะ ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

วันอังคารที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2553

ธรรมเทศนา พระปราโมทย์ ปาโมชโช แผ่นที่ 20

ที่มา เรือนธรรม

ธรรมเทศนา พระปราโมทย์ ปาโมชโช
แผ่นที่ 20 ศูนย์ศึกษาปฏิบัติธรรม 'ส่วนสันติธรรม' บ้านโค้งดารา อ. ศรีราชา จ.ชลบุรี

• เสียงธรรม 1 Download
• เสียงธรรม 2 Download
• เสียงธรรม 3 Download
• เสียงธรรม 4 Download
• เสียงธรรม 5 Download
• เสียงธรรม 6 Download
• เสียงธรรม 7 Download
• เสียงธรรม 8 Download
• เสียงธรรม 9 Download
• เสียงธรรม 10 Download
• เสียงธรรม 11 Download
• เสียงธรรม 12 Download
• เสียงธรรม 13 Download
• เสียงธรรม 14 Download
• เสียงธรรม 15 Download
• เสียงธรรม 16 Download
• เสียงธรรม 17 Download
• เสียงธรรม 18 Download

ก ข ก กา ของพุทธศาสนาที่แท้จริง

ที่มา พุทธทาส.คอม

ก ข ก กา ของพระพุทธศาสนาที่แท้จริง


อาตมาได้เคยกล่าวมาทุกครั้งที่บรรยาย ว่า เรื่อง กข ก กา นั้น มีทั้ง ฝ่าย
ปรมัตถธรรม
และฝ่ายศีลธรรม ฝ่ายปรมัตถธรรม คือเป็นธรรมะชั้นจริง คือ
ชั้นที่ไม่เคยสมมติ คือเป็นธรรมะที่บอก สอนเรื่องไม่มีตัวตน
ส่วนศีลธรรมนั้น
เป็นเรื่องที่สมมติ ให้เป็นบุคคล และมีตัวตน
คำสอนประเภท ที่มีตัวมีตนเป็น
หลัก สำหรับจะได้เป็น ที่ตั้งแห่ง ความรัก ความสนใจ ความพยายาม ให้แก่
ตนเอง อย่างนี้ก็เรียกว่า เรื่องศีลธรรม ส่วนเรื่องปรมัตถธรรม นั้น พยายามจะ
สอน แต่ในแง่ที่ว่า มันไม่มี สิ่งที่ควรจะเรียกว่า ตัวตน

นี้พระพุทธภาษิต ที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้เอง มีทั้ง ๒ ประเภท คือ ประเภท
ศีลธรรม ก็มี ประเภทปรมัตถธรรม ก็มี แม้ในธรรมะชื่อเดียวกัน คือ เรื่องบุคคล
ว่ามีบุคคล หรือไม่มีบุคคล

ตัวอย่าง เช่น เมื่อทรงสอน เรื่องศีลธรรม ก็สอนอย่างเช่นกับว่า เรามีกรรม เป็น
ของเรา เราทำกรรมใดไว้ เราจะได้รับผลแห่งกรรมนั้น เราทำดีก็ตาม เราทำชั่ว
ก็ตาม เราจะได้รับผลแห่งกรรมนั้น อย่างนี้มันมีตัวเรา มันมีตัวคน เรียกว่า ตรัส
สอนอย่างศีลธรรม และเป็นเรื่อง ก ข ก กา ที่สุดคือ คล้อยตามความรู้สึกสามัญ
สำนึกของสัตว์ทั้งหลาย ที่ไม่เคยฟังธรรมะ มาแต่ก่อน ก็รู้สึกว่า มีตัวมีตน หรือ
ได้ฟังธรรมะที่เป็นคำสั่งสอน แต่เรื่องที่มีตัวมีตน เขามีความรู้สึก ที่เป็นตัวตน
อยู่ตลอดเวลา ก็ทรงสอน เริ่มต้นด้วย ก ข ก กา ทำนองนี้ ว่าเรามีตนก็รักตน ก็
สงวนตนให้ดี คือประพฤติดี นั่นเอง แต่พอถึงคราว สอนเรื่อง ปรมัตถธรรม ก็
ตรัสสอนเรื่อง อนัตตา สุญญตา
โดยเฉพาะ บุคคลที่ประกอบอยู่ด้วยขันธ์ทั้ง ๕
ไม่มีส่วนใด ที่จะ เป็นตัว เป็นตน ไม่มีบุคคลอย่างนี้

ทีนี้ คนพวกหนึ่ง ก็จะรู้สึกว่า เรื่องไม่มีตัว ไม่มีตนนี้ มันเป็นเรื่องสูงสุด เป็น
เรื่องลึกซึ้ง แต่อาตมาก็เอามาทำเสีย ให้อยู่ในระดับเดียวกัน ว่ามันเป็นเรื่อง
ก ข ก กา ว่า การที่เราจะเรียน เรื่องขันธ์ เรื่อง ธาตุ เรื่อง อายตนะ เรื่อง ไม่มี
บุคคลนี้ มันเป็นเรื่อง ก ข ก กา แต่ว่า มันเป็น ก ข ก กา ของเรื่องประเภท
ปรมัตถธรรม คือที่จะเป็นตัว พระพุทธศาสนา โดยแท้จริงนั่นเอง

เมื่อเรื่องมีตัวมีตน มันเป็นของ พวกคนเหล่าอื่น ไม่ใช่ของพุทธศาสนา โดย
เฉพาะ เพราะใครๆ ก็สอนอย่างนั้น พุทธศาสนา จะแปลกออกไป ก็สอนเรื่อง
ไม่มีตัวตน ฉะนั้น การเริ่มสอนเรื่อง ไม่มีตัวตนนี้ ควรจะถือว่า เป็นการเริ่ม
เรียน ก ข ก กา ในพระพุทธศาสนา ดังนั้น คำสอน เรื่อง ธาตุ เรื่องอายตนะ
เรื่องขันธ์ หรืออะไรก็ตาม ที่แยกออกไป ไม่ให้มีตัวตน เหลืออยู่ที่ไหนนั้น
ควรจะถือว่า เป็น ก ข ก กา ของพุทธศาสนาโดยแท้จริง

แต่แล้ว ก็มีคนเป็นอันมาก ไม่ยอม แล้วยังกล่าวหาอาตมา ว่า ท่านพุทธทาสนี้
สอนแหวกแนวบ้าๆ บอๆ อย่างนี้เสมอ อย่างนี้ก็ไม่โกรธ และไม่ถือสาอะไร ยัง
คงมุ่งหมาย ที่จะพูดถ้อยคำ ที่กระตุ้นเตือนใจ ท่านทั้งหลาย ให้ขะมักเขม้น
เรียน ก ข ก กา ประเภทนี้กันเสียที เพราะมันอยู่ที่ ตรงนี้แหละ ที่พุทธบริษัท
ยังทำเสียชื่อขายหน้า ไม่สมกับ ที่เป็น พุทธบริษัท ก็อยู่ที่ตรงนี้ พุทธบริษัท
ก็แปลว่า ผู้รู้ตามพระพุทธเจ้า ฉะนั้น ควรจะรู้เรื่อง ไม่มีตัว ไม่มีตน ส่วนเรื่อง
ของฆราวาส นั้น ก็สอนไปในฐานะที่ว่า มันเป็นเรื่องทั่วไป ของคนซึ่งยังไม่มี
อะไรแปลก ยังไม่มีอะไรพิเศษ ออกไป จากคนธรรมดา

นี้สรุปความว่า เรื่อง ก ข ก กา นั้น ต้องแบ่งออกเป็น ๒ ฝ่าย ๒ ประเภท ๒ ระดับ
แล้วแต่จะเรียก คือฝ่ายปรมัตถธรรม นี้เป็นเรื่องจริง พูดเรื่อง ความไม่มีตัวตน
และฝ่ายศีลธรรม นี้เป็นเรื่องสมมติว่า ให้มีตัวตน และก็พูดไปตามสมควร แก่
ความรู้สึก ของบุคคล ที่ยังไม่รู้สมมติแล้ว ก็หลงว่ามีตัวมีตน.

ก ข ก กา ๑๔.ค/๓๘๑-๓๘๓

BACK

คัดจาก หนังสือ ธรรมานุกรมธรรมโฆษณ์ ฉบับประมวลธรรม เล่ม ๒ เรียบเรียง
โดย นาย พินิจ รักทองหล่อ พิมพ์ ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๔๐ โดย ธรรมทานมูลนิธิ

ต้องเชื่อสิ่งที่เห็นได้ด้วยตนเอง

ที่มา พุทธทาส.คอม

ต้องเชื่อสิ่งที่เห็นไ้ด้วยตนเอง

นี่ท่านจะเห็นได้เองทันทีว่า การถามเรื่องเกิดทางเนื้อหนังแล้วตายเข้าโลงแล้วว่า
เกิดหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้า ท่านไม่ยอมพูดด้วย ที่ว่าไม่เป็นเงื่อนต้น
ของความดับทุกข์นั้น ก็เพราะว่าเมื่อผู้ถามถามอย่างไร ผู้ตอบตอบให้ฟัง ผู้ถามก็
เห็นด้วยตนเองไม่ได้ มันจึงได้แต่โง่ลงเป็นครั้งที่สองอีกคือเชื่อตามที่ผู้พูด พูด
หรือ ผู้บอก บอก ครั้งยังไม่เข้าใจ ก็ถามอีก ผู้บอกก็บอกอีก คนฟังก็ต้องโง่เชื่อไป
ตามคำบอกเรื่อยไปๆ ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะมันไม่อาจจะเห็นได้ด้วยตาว่า ว่าหลัง
จากเข้าโลงไปแล้ว มันจะไปเกิด ได้อย่างไร เป็นคนๆเดียวกัน หรือเปล่า แล้วบุญ
กุศลนั้น มันจะไปถึง จริงหรือเปล่า นี่เป็น เรื่องสำคัญที่สุด ของพุทธศาสนา ว่า
มันไม่ได้หมายถึง "ความเกิด" อย่างนั้น ถามไปเท่าไร มันก็เป็นเรื่อง ไกลออกไป
ทุกที ไกลออกไปทุกที จนไม่มีทางที่จะพูดถึงเรื่องดับทุกข์ แล้วผู้ถามก็ต้องเชื่อ
ตามผู้บอก ซึ่งบอกเรื่อยไป ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีประโยชน์อะไร

พระพุทธองค์ ตรัสว่า มาพูดถึงเรื่องที่จำเป็น หรือที่สำคัญดีกว่า คือ มาพูดถึง
เรื่องที่ว่า เกิดอยู่นี่มันเป็นทุกข์ แล้วทำอย่างไร จึงจะไม่เป็นทุกข์ อย่าไปพูดว่า
ตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด อันเป็นเรื่อง ข้างหน้าโน้น พูดเดี๋ยวนี้ ที่นี่เลยว่า ที่เกิด
อยู่นี่ เป็นทุกข์ หรือ ไม่เป็นทุกข์ ถ้าเป็นทุกข์ ละก็ จะแก้ทุกข์อย่างไร? ท่านทรง
ชี้ให้เห็นว่า ความยึดมั่น ถือมั่น ว่าตัวกู ว่าของกู นี้มันเป็นทุกข์ พูดกันพักเดียว
คนฟังนั้น เขาฟังเข้าใจ ไม่ต้องเชื่อ พระพุทธเจ้า แต่เขาเชื่อตัวเองเท่านั้น พระ
พุทธเจ้า ท่านก็กำชับว่า อย่าเชื่อตถาคต แม้พระสารีบุตร ก็กล้าปฏิญาณ ต่อหน้า
พระพุทธเจ้าว่า ไม่เชื่อพระพุทธเจ้า แต่เชื่อตัวเอง อย่างนี้ ในกรณีของธรรมะ
เป็นอันว่า ในกรณีของธรรมะ ในพุทธศาสนานี้แล้ว ต้องเชื่อสิ่งที่เห็นได้ด้วยตน
เอง ฉะนั้น พระพุทธเจ้า ท่านสามารถ ที่จะทรงแสดง ให้เขาทราบ เขาเห็นด้วย
ตนเอง ว่าการยึดมั่น ถือมั่น ว่าตัวกู ว่าของกู นี้มันเป็นทุกข์ และความเกิด นั่นมัน
เป็น ความเกิด ที่ทำให้เป็นทุกข์ ขึ้นมา ก็ต่อเมื่อ มีความยึดมั่น ถือมั่น ว่าความเกิด
ของกู นั่นเอง

เมื่อเห็นว่า ความยึดมั่นถือมั่นว่า ตัวกู-ของกู นี้เป็นความทุกข์แล้ว เสร็จไปขั้นหนึ่ง
แล้ว ท่านก็อธิบายต่อไปอีก ขั้นหนึ่ง ว่า ความรู้สึกว่า ตัวกู-ของกูนี้ มันเป็นมายา
มันไม่ใช่ตัวจริง คือมันเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อได้ เห็นรูป ได้ฟังเสียง ได้ดมกลิ่น ได้ลิ้ม
รส ที่เรียกว่า สัมผัส แล้วเกิดเวทนา- แล้วเกิดตัณหา- แล้วเกิดอุปาทาน มันเพิ่ง
เกิดหยกๆ ตรงนี้ และชั่วครู่ ชั่วขณะเท่านั้น มันเป็นมายาอย่างนี้ โดยที่แท้จริง
แล้ว มันไม่มี ตัวกู-หรือตัวเรา ของกู-หรือของเรา นี้มันไม่มี มันเป็นความเข้าใจ
ผิด เป็นความยึดมั่น ถือมั่น ที่เกิดขึ้นมาจาก ความไม่รู้ หรืออวิชชา ในขณะที่เห็น
รูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส สัมผัส หรือ คิดนึก ด้วยใจ นั่นเอง ท่านอุตส่าห์ ทรง
พร่ำสอน ตรงนี้ จนผู้ฟังนั้น เห็นเองอีก เห็นได้ด้วยตนเอง ว่า มันไม่มีตัวกู มันมี
แต่ความสำคัญผิด ว่าตัวกู เกิดขึ้นเป็น egoism อย่างที่อธิบายแล้ว แต่วันก่อน
นี้ ขึ้นมาในใจ แล้วไปยึดมั่น ถือมั่น สิ่งนั้นว่า ตัวกู แท้จริงแล้ว ตัวกูไม่มี มีแต่จิต
ที่ประกอบด้วย อวิชชา มันก็ต้องรู้สึกว่า ตัวกู เสมอไป ถ้าประกอบด้วย สติปัญญา
คือ ว่างแล้วก็ไม่มีตัวกู เสมอไป แล้วอันไหนเป็น ความเท็จ อันไหนเป็น ความจริง
ผู้นั้น ก็จะเห็นได้ด้วย ตัวเองทันทีว่า ที่ว่างจากตัวกู นั่นแหละคือความจริง เลย
กลายเป็น บุคคลที่เห็นได้ว่า ตัวกูไม่มี เมื่อตัวกู มันไม่มีแล้ว ใครมันจะตาย แล้ว
ใครมันจะเกิด การที่มาถามทีแรกว่า ตายแล้วเกิดไหม? นั้นจึงเป็น ปัญหาที่โง่ที่
สุด คือมันไม่เป็นปัญหาเลย มันก็เลยหยุดไปเอง เพราะมันเป็น การตอบเสร็จ ไป
เลยในตัวเอง ว่าไม่มีใครตาย ไม่มีใครเกิด ในทำนองที่ เกิดทางเนื้อหนัง ที่ตาย
เข้าโลง แล้วเกิดอย่างนี้ มันไม่มี มันมีแต่จิต ที่เปลี่ยนแปลงไป ตามสิ่งปรุงแต่ง
เท่านั้น มีความเกิดขึ้น แห่งความ ยึดมั่น ถือมั่น ว่า ตัวกู-ของกู เท่านั้น พอเรารู้
แจ้ง เห็นจริง ในข้อนี้ เราขจัดมันไป เสียได้ สิ่งที่เรียกว่า ตัวกู-ของกู ไม่มี เรื่อง
ก็จบกัน คือ สิ้นสุดกันลง เพียงเท่านั้น สิ่งที่เหลืออยู่ ก็เป็นเพียง จิตที่ว่าง ไม่มี
ความทุกข์เลย ไม่มีความรู้สึกว่า ตัวกู-ของกู มาวี่แววเลย ปัญหาเรื่อง ตายแล้ว
เกิดหรือไม่ ก็เลยเป็นหมัน

ทุกๆอย่างนั้น เห็นได้ด้วยตนเองหมด ว่าที่พระพุทธเจ้า ท่านเรียกว่า ความเกิด
ความแก่ ความตายนั้น มันหมายถึงอะไร? แล้วก็รีบ ขจัดสิ่งเหล่านี้ ออกไปให้
หมด จนไม่มีการเกิดขึ้นมาเลย แล้วเรื่องก็สิ้นสุดลง ไม่ต้องพูดถึงชาติโน้น ไม่
ต้องพูดถึงชาตินี้ ไม่ต้องพูดถึงชาติที่แล้วมา พูดแต่เรื่องเดี๋ยวนี้ ปัจจุบันอย่างยิ่ง
ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ที่จะต้องรีบศึกษา ให้เข้าใจ จนไม่มีความรู้สึกว่า เป็นตัวกู-หรือ
ของกู นั่นแหละ แล้วร่างกายนี้ อัตตภาพนี้ ซึ่งประกอบอยู่ ด้วยร่างกาย และจิตใจ
นี้ จะเป็นของเด็ก หรือ ผู้ใหญ่ ของคนแก่ คนเฒ่า อะไรก็ตาม จะสะอาด ปราศจาก
ตัวกู-ว่างจากตัวกู แล้วก็ ไม่มีความทุกข์เลย ในพระบาลี ก็ยังมีพูดถึง ผู้ที่เป็นพระ
อรหันต์ ตั้งแต่อายุเพียง ๑๕ ปี นี้ก็หมายถึงเป็นเด็ก แต่มีน้อยมาก มีแต่ที่พูดถึง
ผู้สูงอายุ ได้เป็นพระอรหันต์นั้น เป็นจำนวนมากที่สุด เพราะว่า สามารถ ผ่านสิ่ง
ต่างๆ มา ประจักษ์ชัด ด้วยตนเอง ทั้งนั้น กล่าวคือ มีความแจ่มแจ้ง ในทางจิต
หรือทางวิญญาณ เป็นเรื่องๆ ไปอยู่เป็นประจำ เรียกว่า spritual experience,
คือว่า experience อันนี้ไม่ใช่สัมผัส ทางเนื้อ ทางหนัง ทางวัตถุ แต่เป็นสิ่งที่
เคย ถูกเข้าแล้ว โดยทางจิตใจ โดยทางวิญญาณ รู้รสมาแล้ว ทางจิตใจ รู้รสมาแล้ว
ทางวิญญาณ ในส่วนลึก ว่า มันเป็นอย่างไร ซึ่งคนเรา ตั้งแต่เกิด ขึ้นมาแล้ว กว่าจะ
ตายนี้ มันประสบ กับสิ่งเหล่านี้ นับไม่ถ้วน ถ้าเขาเป็นคนฉลาด สังเกตแล้ว สิ่งเหล่า
นี้ มันจะมีประโยชน์ มากที่สุด คือ มันจะสอน ให้ทุกคราวไปว่า ไม่มีสิ่ง ที่ควรเรียก
ว่า ตัวกู หรือ ของกู ทุกคราวไป ไม่เท่าไร เขาจะมีความรู้ มากพอ อย่างที่ว่า พระ
พุทธเจ้าตรัส สะกิดคำเดียว เขาก็เป็น พระอรหันต์แล้ว คือไม่กี่นาที ที่ได้คุยกับพระ
พุทธเจ้าก็กลายเป็นพระอรหันต์ไป นี้เรียกว่าเป็นผลของ สิ่งๆเดียว คือความเข้าใจ
ถูก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ เข้าใจถูก เรื่องความทุกข์ หรือในเรื่องที่ว่า "ความเกิด
เป็นตัวความทุกข์" อันเป็นคำ ที่สำคัญ คำแรกที่สุด ที่ท่านทั้งหลาย จะต้องสนใจ
และเข้าใจ.

ธ-มหา-๑ ๓๖/๑๓๙-๑๔๒

BACK
คัดจาก หนังสือ ธรรมานุกรมธรรมโฆษณ์ ฉบับประมวลธรรม เล่ม ๒ เรียบเรียงโดย
นาย พินิจ รักทองหล่อ พิมพ์ ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๔๐ โดย ธรรมทานมูลนิธิ

วิปัสสนากรรมกร

ที่มา พุทธทาส.คอม

เรื่อง วิปัสสนากรรมกร

เรื่องทำการงานนี่ เคยพูดกันมา หลายหนแล้ว ถ้ายังไม่เข้าใจ
ก็ตามใจ ทำวิปัสสนา ในการงานนี้ เราต้องการอยู่เสมอ ยังต้อง
การอยู่ จะเป็นครั้งนี้ หรือ ครั้งพุทธกาลโน้น ก็ตามใจ เรื่องมัน
เรื่องเดียว เรื่องวิปัสสนา คือ ต้องเห็นความจริง เห็นข้อเท็จจริง
เห็นความจริงที่ทำลายความเห็นแก่ตัวนี่จะจำจะจดก็จดประโยค
สั้นๆ นี้ว่า วิปัสสนาที่แท้จริง เป็นการเห็นความจริง ที่ทำลาย
ความเห็นแก่ตัว
เท่านี้ก็พอแล้ว

นี่คือวิธีที่เราจะเห็นความจริง ชนิดทำลายความเห็นแก่ตัว มีอีก
หลายแบบ หลายอย่าง แล้วมันก็ไม่จำเป็น จะต้องเหมือนกัน ไป
หมด มันปรับปรุงได้ ตามกาละสมัย ข้อนี้ อย่าว่าแต่ ธรรมะเลย
แม้แต่ วินัยพระพุทธเจ้า ท่านก็ตรัสอนุญาตไว้ ว่าถ้าอันไหน ไม่
เหมาะสม จะเพิกถอนแก้ไขก็ได้ พระพุทธเจ้า ท่านตรัสอนุญาต
ไว้อย่างนี้ เมื่อจะปรินิพพาน เมื่อวันจะนิพพาน เราไม่สมัครที่จะ
แก้ไขกันเอง ฝ่ายเถรวาท ยินดีที่จะเอา ตามตัวหนังสือ ไม่แก้ไข
ดัดแปลง อะไร เหมือนพวกมหายาน ถ้าแก้ไข ก็แก้ไขได้ แต่ไม่
อยากจะแก้ไข รักษาไว้ ตามตัวหนังสือ

นี้หมายความว่า สิ่งต่างๆ นั้น ปรับปรุงแก้ไขตามควรแก่กาละ
เทศะได้ เดี๋ยวนี้ แม้พระแต่ละองค์ ก็ไม่ได้เป็นอยู่ เหมือนครั้ง
พุทธกาล เนื่องจาก โลกมันเปลี่ยนแปลง ในระหว่าง ๒,๐๐๐
กว่าปีนี้ โลกมันเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปลง หลายอย่าง หลาย
ประการ แต่ว่า ส่วนใหญ่ เปลี่ยนแปลง ไปในทางที่ เราจะต้อง
ทำอะไรให้มันเป็นประโยชน์มากขึ้นจะเนิบๆ เนือยอยู่ เหมือน
ครั้งพุทธกาล นั้นไม่ได้ เราทำผิด หรือทำถูก ก็ตามใจ แต่ว่า
เราทิ้งอะไรบางอย่าง จากครั้งพุทธกาลกันก็มี ในส่วนการเป็น
อยู่ หรือการทำประโยชน์ผู้อื่น อย่างนี้เราทิ้ง แต่ หลักธรรมนั้น
ทิ้งไม่ได
้ นี่ หลักวิปัสสนา หลักธรรมะทิ้งไม่ได้ ต้องเป็นหลักที่
ทำลายความเห็นแก่ตัว ถอนความเห็นแก่ตัว ถอนความรู้สึกว่า
ตัว
ในที่สุด อันเดียว คงไว้ ส่วนวิธีการต่างๆ ที่จะให้สำเร็จผล
ตามนั้น ก็ต้องปรับปรุงได้ ต้องเป็นสิ่งที่ปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะ
แก่ กาละสมัยได้ แล้วก็ต้องเป็นคนที่มี ความเข้าใจถูกต้อง
ในวัตถุประสงค์ ไม่คุ้มดีคุ้มร้าย เหมือนพระเหล่านี้ ผมพูดตรงๆ
เรียกว่า เขาเป็น คนคุ้มดีคุ้มร้าย มีความเห็นแก่ตัวมาก

เราถือเอาตามหลักธรรมะ ที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสไว้แล้ว มันมี
ทางมากทาง ไปอ่านดูใหม่ ในเรื่องนิมิตตายตนสูตร ทางแห่งนิมิต ๕ ประการ นั้น ไปอ่านดู ด้วยการเรียน ด้วยการฟัง ด้วยการสอน
ด้วยการคิดนึก ด้วยการ ทำความเพียร มันมีได้หลายทาง แต่ว่า
ตลอดเวลานั้น ต้องให้มี ความพอใจ ในการกระทำ ของตัว ว่าถูก
ต้อง ที่เรียกว่า ปีติ (ให้เกิดความอิ่มใจ) คือ ทำใจคอ ให้ปกติ ถ้า
ใจคอปกติ ก็เป็นสมาธิ เท่าที่จำเป็น หรือ พอเหมาะ พอดี ที่จะรู้ว่า
อะไรเป็นอะไร ไม่ใช่สมาธิ เหลือเฟือ ให้มันพอดี กับเวลา ใช้เวลา
ไม่มาก ดอก ก็จะได้ความรู้ ที่เป็น การบรรลุธรรม เป็นการตรัสรู้
ในเวลานั้น เพราะทุกอย่าง มันเป็นไปเท่าที่ ธรรมชาติ ต้องการ
พอเหมาะพอดี ไม่มากไม่เกิน

เปรียบเทียบวิธีการวิปัสสนา

ทีนี้จะยกตัวอย่างให้ฟัง ได้ง่ายๆ เหมือนกับเราหาไม้ มาเยอะแยะ
ไปหมด หาอิฐ หาปูนซิเมนต์ หาเหล็ก มาเยอะแยะไปหมด แล้วก็
ไม่ได้ใช้ ไม่ได้ทำ เพราะไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ก็มี ที่จะให้เป็นเรือน
เป็นกุฎิ อะไรขึ้นมา เพราะไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ก็มี หรือว่า เพราะ
หลงใหล แต่ในการหา สะสมไม้ สะสมอิฐ สะสมเหล็ก สะสมปูน
สะสมทัพพสัมภาระ อย่างเดียว แล้วก็ไม่ได้ทำ จนกระทั่ง ของนี้
ผุพังไปในที่สุด จนกระทั่ง สมภารนี้ก็ตายไป ไม่ได้ทำกุฎิ หรือทำ
บ้านทำเรือน ของคนชาวบ้าน นี้อย่างนี้

ทีนี้ อีกอย่างหนึ่ง ก็ตรงกันข้าม คือหาไม้มา ๔-๕ อัน ทำเข้าไป
หมด หาไม้มาอีก ๔-๕ อัน ทำเข้าไปหมด หาอิฐมา ๑๐๐-๒๐๐
ก้อน ทำเข้าไปหมด หากระเบื้องอะไร ทำเข้าไปหมด พอหมดก็
จบกัน ของก็หยุดหา อย่างนี้ก็มี นี่เรียกว่า พอดี ทำพอดี แล้วทำ
ตาม common sense ง่ายๆ คือ ตามความคิดนึกธรรมชาติ
ง่ายๆ เพราะเราไม่ได้หามาก แล้วไม่มัวหลง แต่ที่จะหาสิ่งก่อสร้าง
แล้วก็ไม่ได้สร้าง

ทำวิปัสสนา ทำอานาปานสติ แบบที่เขียนอยู่ในกระดานดำ เวลานี้
มีช่องทางที่จะเฟ้อ ในการมีสมาธิ ก็ได้ คือ มุ่งกันแต่เรื่อง มีสมาธิ
แล้วก็พยายาม ในขอบเขต ที่กว้างมากเกินไป แล้วมันก็ไม่ได้ง่ายๆ
ไม่พอง่ายๆ แล้วสมาธินั้น ก็ไม่มีวันที่จะได้ใช้ สำหรับเป็นวิปัสสนา
เพื่อพิจารณาให้เกิดญาณ อย่างนี้

ทีนี้ พวกคุ้มดีคุ้มร้าย พระคุ้มดีคุ้มร้าย เหล่านี้ ได้ยินแต่เรื่อง สมาธิ แล้วกระท่อนกระแท่น จับหลักไม่ถูก มันก็ไปทำไม่ได้ แต่มันยังมี
อยาก อยากมาก อยากจะทำให้ได้ อยากจะทำสมาธิ ให้วิเศษวิโส
กว่าใครเลย แล้วมันก็ทำไม่ได้ ก็พยายามอยู่แต่อย่างนี้ ก็เลยไม่
ได้ทำส่วนที่เป็นปัญญาได้ คือโง่ ถึงขนาดที่จะฟังคำพูดเหล่านี้
ที่ตรงนี้ ไม่เข้าใจ เมื่ออาทิตย์ก่อนมีความโง่มากขนาดนั้น จึงฟัง
คำพูด ที่เราพูดตรงนี้ อาทิตย์ก่อนนั้น ไม่เข้าใจ

ทีนี้ย้อนไปดูถึงคนบางคน เป็นฆราวาสด้วยซ้ำไป ไปเฝ้าพระ
พุทธเจ้าแล้วก็บรรลุธรรมะที่ตรงนั้นเอง บรรลุมรรคผลที่ตรง
หน้าพระพุทธเจ้า ที่ตรงนั้นเอง ไม่ได้ไปทำสมาธิที่ไหน ไม่ได้
ไปทำวิปัสสนาที่ไหน ก็บรรลุมรรคผล ที่ตรงนั้นเลย อย่างนี้มัน
เป็นอย่างไร ลองคิดดู ไม่มีเวลา ที่เกิดอาการที่ว่าจะต้องไปหา
ไม้หาไร่มาสะสมมาปลูกเรือน มาอะไรทำนองนี้

แล้วยังมีวิธีที่จะรู้ธรรมะที่จะหลุดพ้นมากๆ วิธี อย่างที่กล่าวไว้
ใน นิมิตตายตนสูตร ขอให้ไปสนใจทำให้เข้าใจจนสามารถทำ
ให้มันเป็นเรื่อง ของปัญญา ของวิปัสสนา นี้อยู่เรื่อยไป โดยไม่
ต้องคำนึงถึง สมาธิหลับตา หรือ สมาธิที่มากมาย เกินความ
จำเป็น ก็ยังทำได้ ถ้าเราพิจารณา ด้วยความ ตั้งใจจริง จะให้
มันมีแรงมากจนถึงขนาดมันเป็นสมาธิอยู่ในตัวมันเอง เรื่องนี้
เคยพูด หลายแห่ง หลายหน หลายตัวอย่างแล้ว พอเราจะตั้งใจ
จะทำการพิจารณาคือ คิด สมาธิมันก็เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ
และอัตโนมัติด้วย นี่พอดีไม่มากไม่น้อย

เราเอาพวกที่เขาจัดไว้ว่า เป็น วิปัสสนาญาณิกะ ดีกว่า คือพวก
ที่เอาการพิจารณานำหน้าสมาธิ ถ้าทำเอาสมาธินำหน้าวิปัสสนา
อย่างนั้น เขาเรียกว่า สมถญาณิกะ คือทำสมาธิมากๆ มากๆ
หลายอย่างหลายแบบ จนเกิดสมาธิ จึงค่อยน้อมไปสู่ วิปัสสนา
ทีหลัง มันก็ใช้นิดเดียว นอกนั้นก็เหลือ เหลือใช้ อย่างนี้มันก็ได้
คือว่า ทำสมาธิให้มาก แล้วลากวิปัสสนาไปตาม เรียกว่า
สมถญาณิกะ นี่จัดแบ่งกันทีหลังให้ชื่อทีหลัง

ถ้าว่าเป็นวิปัสสนาญาณิกะ ก็คือเอาการคิดการพิจารณานำหน้า
เรื่อย ลงมือคิดพิจารณาเลย สมาธิถูกลากมาเอง การเพ่งพิจารณา
มันลากสมาธิตามมาเอง แล้วมันลากมาได้ เท่าที่จำเป็นเท่านั้น
มันไม่อาจที่จะลากมาให้มากเกินกว่าที่จำเป็นได้ นี่คือแบบวิธีที่
ลัดที่สุดของพวกที่เป็นฆราวาสหรือพวกสมัยนี้ที่จะทนไหว เขาก็
ถือกันว่าทั้ง ๒ แบบนี้ใช้ได้ แม้แต่พวกพระ พวกพระจะเลือกเอา
แบบไหนก็ได้ ผมแนะว่า อย่าหามกัน มากเกินไป แบกหามกัน
มากมายเกินไป แล้วก็ไม่รู้จะใช้อะไร นี่คือ เราเรียกว่าพวกแบบ
กระได ก็ได้ เที่ยวแบกกระไดอยู่เรื่อย แต่ไม่รู้ว่าจะไปพาดขึ้น
บ้านเรือนใครที่ไหน ไม่รู้ว่า ปราสาทอยู่ที่ไหน เที่ยวแบกกระได
อยู่เรื่อย นี่พวกทำสมาธิล้วนๆ เป็นอย่างนี้ ไม่รู้ว่าจะไปจดเข้าที่
จุดไหนสำหรับการพิจารณา

นี้อยากจะใช้ วิธีวิปัสสนานำหน้า ลากสมาธิไป คือว่า พอเพ่งคิด
เท่าไร สมาธิจะเกิดขึ้น เท่านั้น เพ่งคิดให้แรงเข้า สมาธิก็เกิด
ขึ้นแรงเข้า ตามธรรมชาติ ธรรมดา เป็นเหตุให้เขาเรียกว่า
ปัญญาวิมุตติ หลุดพ้น ด้วยอำนาจปัญญา คือทำอย่างนี้ นี่มันมี
ผลเหมือนกัน คือว่า ทำลายกิเลส เหมือนกัน เราก็เอาอย่างนี้ดี
กว่า ที่เรียกว่า ทำอย่างร่ำรวย มีผลงานมาก เพราะ พวกที่บรรลุ
ธรรมะ ตรงที่ หน้าที่นั่งของพระพุทธเจ้า ชั่วไม่กี่นาทีนั้น ก็แบบ
นี้ ทั้งนั้น มันเป็นแบบคิดพิจารณา หรือ วิปัสสนานำหน้า แต่ว่า ถ้า
เขาเป็น คนมีนิสัย มีอุปนิสัย มีจิต ลักษณะเหมาะสม ที่เขาอาจจะ
มีสมาธิ มากมาย เต็มที่ก็ได้ เขาจึงไม่ต้องการ ถ้าบรรลุธรรมะ
เป็นที่พอใจ ไม่มีความทุกข์ อะไรเสียแล้ว ก็ไม่มีใครสนใจ ที่จะ
ไปหัดสมาธิ กันทำไมอีก ทั้งๆที่ คนนั้น ถ้าไปหัดสมาธิ แล้วก็จะ
ได้ มากมายทีเดียว คนได้บรรลุธรรมะ ชนิดที่ทำความดับทุกข์
ได้ จะสนใจที่จะไปหัดสมาธิ ทำไมอีก มันก็มี บ้านเรือน อยู่พอ
สมควร แก่อัตภาพแล้ว จะไปหาไม้ หาอิฐ หาปูน อะไรมากองไว้
ทำไมอีก เป็นอย่างนี้ เป็นต้น

แล้วก็มีกรณีพิเศษ คือว่า คนที่ได้บรรลุพระอรหันต์ โดยไม่ได้
ไปทำวิปัสสนา ที่ในป่า ที่ไหน บรรลุตรงหน้าพระพุทธเจ้านั้น
เขาแสดงอิทธิปาฎิหาริย์ได้ มีปฏิสัมภิทา มีอะไรต่างๆ นี้ก็เป็น
ได้ เพราะว่า จิตใจคนนั้น พิเศษมาแต่เดิม พอรู้ธรรมะในส่วน
ดับทุกข์สิ้นเชิง แล้วก็รู้เรื่องอื่น ที่เกี่ยวข้องกัน แล้วก็มีจิตใจที่
เป็นสมาธิ ขนาดแสดงฤทธิ์ได้ โดยในตัวเองได้ ไม่ต้องไปฝึก
โดยเฉพาะ

เดี๋ยวนี้ คนเรามันหมดปัญญา หมดท่าเข้า ก็เลยคว้า คว้าไป
ตามเรื่อง คว้าไปตามเรื่อง คือว่า ตามที่มีสอน มีแนะ มีสอน
อยู่กันเป็นแบบพิธีรีตอง เป็นธรรมเนียมประเพณี ฉะนั้นจึง
เรียกว่า กระท่อนกระแท่น เหมือนที่ผมเรียกเมื่อตะกี้ มัน
กระท่อนกระแท่น, กระท่อนกระแท่น เหมือนอย่างว่าในราย
ที่หาไม้ หาปูน หาเหล็ก หาสัมภาระมากๆ อย่างนี้ แล้วมัน
กระท่อนกระแท่น ก็ตรงที่ว่า ไม่มีความรู้เลยว่า จะใช้ไม้
อย่างไหน สักกี่อัน จะใช้ปูนสักเท่าไร ใช้อิฐสักเท่าไร มัน
กระท่อนกระแท่นตรงที่ หาอันนั้น มากเกินไป หาอันนี้ น้อย
เกินไป บางอย่างไม่ได้หาเลย อย่างนี้เป็นต้น ความรู้ความ
เข้าใจ เกี่ยวกับการบรรลุธรรมะ กันจริงๆ เดี๋ยวนี้ มัน
กระท่อน กระแท่น แบบนี้

ความรู้ทางปริยัตินั้น ก็กำลังขยายกันออกไป ไม่มีที่สิ้นสุด
แม้แต่ จะทำวิปัสสนานี้ ก็ต้องเรียนอภิธรรม อภิธรรมนั้น คือ
ปริยัติอย่างยิ่ง ปริยัติแห่งปริยัติทีเดียว เพราะอธิบายคำมัน
มากไป นี่ทำวิปัสสนา ก็ต้องเรียนอภิธรรม อย่างนี้เป็นต้น
แล้ว หลักสำหรับวิปัสสนานั้น เท่าที่มีอยู่ ในพระไตรปิฎก ก็
เหลือเฟือ แสนจะเหลือเฟือ ที่แท้ต้องการเพียงหลัก ในบาง
สูตร เท่านั้นก็พอแล้ว ไม่ต้องการ คำอธิบาย ทำนองปริยัติให้
มาก ออกไป เรื่องภพ เรื่องภูมิ เรื่องโลก เรื่องส่วนแยกของ
ขันธ์ ของธาติ อายตนะ จนเป็นวิทยาศาสตร์ หลับหูหลับตา
ตัวเองก็ไม่เข้าใจ ได้แต่ท่องได้ เท่านั้นเอง

วิปัสสนาแบบสวนโมกข์

ทีนี้อยากจะพูดให้เข้าเรื่องเสียที ที่เป็นปัญหาเฉพาะสำหรับ
สมัยนี้ ที่จริง ก็เคยพูด มาคราวสองคราวแล้ว ผมจำได้ ว่าใช้
วิธีที่มันเหมาะ สำหรับ คนสมัยนี้ แล้วก็ย้ำ ย้ำเป็นหลัก เป็นคำ
สำคัญ ว่า พระเณร อย่าเลวกว่า ชาวบ้าน ยังจำได้หรือเปล่า?
ว่าพระเณร อย่าเลว อย่าเหลวไหลกว่า ชาวบ้าน หมายความว่า
เมื่อชาวบ้าน ต้องทำงาน เลี้ยงลูก เลี้ยงเมีย อย่างชาวบ้าน ก็
บรรลุธรรมะได้ ดังที่ปรากฏ อยู่ในพระคัมภีร์นั้นๆ มาเฝ้าพระ
พุทธเจ้า แล้วบรรลุธรรมะ ที่ตรงนั้นได้ ทั้งที่เป็นฆราวาส และ
ฆราวาสบางคน ก็เป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อยู่ในบ้านเรือน
นับจำนวนไม่ไหว เมื่อชาวบ้าน ที่ยังทำมาหากิน เลี้ยงลูกเลี้ยง
เมีย เป็นอย่างนี้ ได้แล้ว พระเป็นไม่ได้ มันก็เรื่อง เหลวไหล
สิ้นดี ฉะนั้น อย่าอวดดิบอวดดี ให้มันมากไป นักเลย เอาแต่พอ
เหมือน ที่ชาวบ้าน เขาได้กัน ก็ดีโขอยู่แล้ว

นี่จงเกิดความคิด ที่ฉวยโอกาส เอาการงาน เป็นวิปัสสนา หรือ
ว่า เอาวิปัสสนา ในการงาน มีวิปัสสนา ในการงาน หรือว่า ทำ
การงาน ให้เป็นวิปัสสนา เสีย นี้ตั้งชื่อเสียใหม่เลยว่า วิปัสสนา
กรรมกร หรือ วิปัสสนาแบบสวนโมกข์ วิปัสสนาของเรา วิปัสสนา
แบบกรรมกร ถ้าใครถามเมื่อไรที่ไหน ก็ตอบว่า วิปัสสนาสวน
โมกข์นี้ คือ วิปัสสนา แบบกรรมกร ทำการงาน ให้เป็นวิปัสสนา
มีวิปัสสนา ในการงานนั้น แต่ต้องการงาน อย่างแบบของผม

แล้วหลักใหญ่ๆ ก็พูดอยู่แล้วว่า ต้องเป็นความ ไม่เห็นแก่ตัว
ไม่ให้ยกหู ชูหาง อย่ามีความเห็นแก่ตัว ไม่ว่าอะไร มาช่วย
กำราบอันนี้ได้ อันนั้น ใช้ได้หมด ทีนี้ การงาน ความเหน็ด
เหนื่อย ความเสียสละ นี่เป็นพื้นฐาน ถ้ายังไม่ยอมเสียสละ
แล้วมันยังเลวเกินไป มันเป็นเรือโกลน ที่ใช้ไม่ได้ แม้แต่จะ
เป็น เรือโกลน คือโกลนมาไม่ดี

ฉะนั้น อย่างน้อย ต้องมีการแสดง ความไม่เห็นแก่ตัว หรือ
ความเสียสละ ความเห็นแก่ตัว ในระดับที่เพียงพอ ให้ดูก่อน
เป็นข้อแรก แล้วจึง ขยับขยาย ให้มันยิ่งขึ้นไป โดยแนวนั้น
โดยไม่ต้อง เปลี่ยนเรื่อง ให้มันหลายเรื่อง เมื่อถือเอา การ
งานเป็นวิปัสสนา แล้วก็ให้มันเป็น วิปัสสนา เรื่อยไป จากการ
งานนั้น

เราต้องการ ให้ทำงานชนิดที่เป็น การเสียสละ จริงๆ ฉะนั้น
จึงบัญญัติไว้ชัดว่า ต้องไม่หวังอะไรตอบแทน อย่าหวังจะได้
อะไรตอบแทน อย่าหวัง จะได้คำ ขอบใจ แม้แต่คำว่า ขอบใจ
ก็อย่าหวังจะได้ ความเอาอกเอาใจ พะเน้าพนอ อะไรบางอย่าง
ก็อย่าหวังจะได้ แล้วเวลาเจ็บไข้ ถ้าสำหรับผมนี้ เป็นเจ้าของ
งานจะมีการตอบแทน อะไรบ้าง ก็ขอให้คิดว่า มันเป็นหน้าที่
ตามวินัย ที่เพื่อนสหธรรมิกด้วยกัน จะต้องช่วยเหลือคนเจ็บไข้
แต่ไม่ใช่ธรรมะ ฉะนั้น ให้คงถือ อยู่ไปตามเดิมว่า พวกที่เหน็ด
เหนื่อยนั้น ไม่ได้รับอะไรตอบแทน แม้แต่สิ่งของ แม้แต่ขอบใจ
แม้แต่ การเอาอกเอาใจ การเอาใจใส่ อย่าหวังเลย ให้มันเป็น
การกระทำ เพื่อขูดเกลา ความเห็นแก่ตัว ไปโดยส่วนเดียว
ทำงานเพื่องาน ทำงานเพื่อหน้าที่ ตามหลักจริยธรรมสากล ไป
ท่าเดียว แต่ผมเรียกว่า ทำงานด้วยจิตว่าง ไปท่าเดียว

ทีนี้ พูดถึงงานที่ทำ ไม่ใช่ต้องเป็น งานแกะสลัก หรือวาดเขียน
เหมือนกับ พระคุ้มดีคุ้มร้าย องค์นั้นพูด งานอะไรก็ได้ งานอะไร
ก็ได้ ทั้งนั้น นี่มันเป็นหลักตายตัว งานอะไรก็ได้ ขนทรายขนดิน
ขนหิน ทำอะไรก็ได้ ใช้ได้ทั้งนั้น แล้วมีหลักว่า เอาเหงื่อล้างกิเลส
ก็แล้วกัน พอผมพูด ประโยคนี้ โปรเฟสเซอร์ฝรั่ง ชูมือสูง เต้น
เร่าๆ ไม่เข้าใจ ขอให้ทำชนิดที่เอาเหงื่อล้างกิเลส ก็แล้วกัน
หมายความว่า เอาความ ไม่เห็นแก่ตัว นี่ ล้างความ เห็นแก่ตัว
ก็แล้วกัน ไม่ใช่ต้องเป็นงานนั้นงานนี้ แต่ทีนี้เมื่อต้องทำงานแล้ว
ควรจะทำงานที่ถนัด ต้องทำงานที่ถนัด ดีกว่า ทำงานที่ไม่ถนัด
เพราะทำได้ดีกว่า มันไม่เหนื่อยเปล่า มันยังได้ผลดีกว่า แล้วงาน
ที่ถนัดนี้ มันขยับขยายได้ แต่ว่าเป็นไปในทางที่จะเป็นประโยชน์
แก่พระศาสนามากที่สุด ก็แล้วกัน มันอาจจะทำอย่างอื่นก็ได้ แต่
เราจะเน้นมันมา ปรับปรุงมันมา โยงมันมา ในลักษณะที่จะเป็น
ประโยชน์แก่ศาสนาได้มากที่สุด ก็แล้วกัน

ทีนี้คนอย่างเรายังไม่มีปัญญาทำอย่างอื่น จึงคิดว่าการแสดงภาพ
เขียน หรือ ภาพสลักนี้ ดีที่สุด สำหรับเรา เวลานี้ ใช้คำว่า เวลานี้
ช่วยจำไว้ด้วย เวลาอื่น ไม่รับรอง เวลานี้ ในสภาพที่ เหมาะสมที่
สุดนี้ งานนี้ จะช่วยเผยแผ่ สิ่งที่ควรจะเผยแผ่ ได้ผลมาก เกินค่า
ของเหงื่อที่เสียไป เพราะว่างานนี้จะมีประโยชน์ทั้งในทางธรรมะ
ในทางประวัติ ในทางโบราณคดี ในทางศิลป กระทั่ง ในทาง
วัฒนธรรมของคนไทย เพราะทำให้รู้อะไรทุกอย่าง ในแง่เหล่านี้ วัฒนธรรมไทยงอกออกมาจากวัฒนธรรมอินเดียอย่างไร ถ้าคน
มีหูตาฉลาด จะดูได้จากภาพหินสลักเหล่านี้ ดูในแง่ศิลปก็ได้ ถ้า
ดูในแง่ของพุทธประวัติ ก็เห็นได้ไม่น้อยกว่าที่มีอยู่ก่อนแล้ว ใน
ประเทศไทย เพราะอย่างนี้ ยังไม่มีในประเทศไทย มันเพิ่มส่วน
ที่แปลกเข้ามา

ดูในแง่ธรรมะ ก็เรื่องความว่างนี้ ดูได้ดีกว่า เพราะเขาไม่แสดง
รูป พระพุทธเจ้า คงทิ้งเป็น ความว่าง โดยหลักว่า พระพุทธเจ้า
ที่แท้จริง ไม่ใช่สิ่งที่แสดงได้ด้วยรูป ด้วยสิ่งที่มีรูป นี่อย่างนี้ เป็น
ไปในฝ่ายธรรมะนะ

ทีนี้ประวัตินั่นประวัตินี่ ที่เป็นเรื่องราวไม่มีในหนังสือพุทธประวัติ
ที่อ่าน นี่ดูซิ มาเพิ่มเข้าอีก ในส่วนที่เป็นพุทธประวัติ แล้วในทาง
โบราณคดีทางอะไรต่างๆ ซึ่งเราพิจารณาแล้ว เห็นว่ามีประโยชน์
มาก จึงปรับปรุง ให้เหงื่อนั้น เสียไปในลักษณะอย่างนี้ นี่เรียกว่า
ยิงทีเดียวได้นกหลายตัว ทำการงาน เอาเหงื่อล้างกิเลส แล้วผล
ของเหงื่อนั้น เป็นประโยชน์ แก่เพื่อนมนุษย์ด้วย ไม่ใช่ให้แก่ตัว
เองอย่างเดียว ฉะนั้น เราถือเอา ทั้งประโยชน์ตน และประโยชน์
ท่าน และเมื่อใช้วิธีนี้ ผมว่า เหมาะที่สุด แก่โลก แก่มนุษย์ ในยุค
ปรมาณู ยิ่งกว่าจะนั่งหลับหู หลับตา ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ไปนั่งหลับ
หูหลับตา แต่กลางคืน ก็พอแล้ว นี่กลางวัน ใช้วิธี เอาเหงื่อ ล้าง
กิเลสนี้ ก็ถมไปแล้ว มันลึกซึ้งกว่า มีประโยชน์ กว้างขวางกว่า

ฉะนั้น อย่าได้คิดว่า จะหัดเขียน หัดแกะ หัดทำ นี่เพื่อจะไปเป็น
อาชีพข้างหน้า อย่างนั้น มันทำลายตัวเอง ให้ตกต่ำลงไป แล้ว
เหงื่อนั้น จะไม่ล้างกิเลส เว้นไว้เสียแต่ว่า ทำเพื่อไม่ให้หวังอะไร
ตอบแทน หวังแต่จะ ให้ผู้อื่น ได้ตะพึด นี่เรียกว่า เหมือนกับตาย
แล้ว เรานี้ตายแล้ว ฉะนั้น คำกลอน บทนั้น ยังคงใช้ได้ อยู่เสมอ
ทำงานด้วยจิตว่าง ยกผลงาน ให้ความว่าง กินอาหาร ด้วยความ
ว่าง ตายแล้วตั้งแต่ทีแรก เป็นคนตาย อย่ามี หู หัว หาง ไว้ยกกัน
อีก นี่เรียกว่า คนตาย

ทีนี้ ปัญหามันที่อยู่ว่า หัวหางนี้ มันมีสลอนไป ยกกันสลอนไป มี
ปัญหาเท่านี้ ไม่มีทางอื่น ที่จะกำราบมัน นอกจากว่า มีหลักที่จะ
ทำลาย ความเห็นแก่ตัว โดยทำตน ให้เป็นคนต่ำ ทำตนให้เป็น
คนแพ้ แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร นี้ดีที่สุด ยกหูชูหาง เมื่อไรเป็น
มารเมื่อนั้น แพ้เมื่อไร เป็นพระเมื่อนั้น

นี่เห็นได้แล้วว่า มันเกินไป เกินกว่า พระคุ้มดีคุ้มร้าย ชนิดนี้ จะ
เข้าใจ อุดมคติของเราได้ มันก็ไม่มีปัญหาอะไร ที่จะต้องพูดกับ
แก ก็เลยไม่ได้พูดอะไรสักคำเดียว กับพระ ๒-๓ องค์นี้ เพราะ
มันไม่มี ประโยชน์อะไร จะพูด แต่ถ้าคุณยังอยากจะพูด ก็อย่า
พูดอะไรให้มากนัก เว้นแต่ว่า เราสมัครเป็น กรรมกร มีวิปัสสนา
ในการงาน ปรับปรุงการงาน ให้เป็นวิปัสสนา

คำว่า กัมมัฎฐาน ก็แปลว่า การงาน กัมมัฏฐาน แปลว่า การงาน
เพราะฉะนั้น การงาน ก็เป็น กัมมัฎฐาน ได้ด้วย ถ้าว่า การงาน
นั้น ไม่เพิ่ม ความเห็นแก่ตัว

นี่ ระวัง ๆ ๆ อย่าให้การงานอะไร เพิ่มความเห็นแก่ตัว เพิ่ม
ความหวัง ที่จะได้นั่นได้นี่ ยอมเป็นผู้ สิ้นเนื้อประดาตัว อยู่ตลอด
เวลา ให้เหมือนกับ ตายแล้ว เสร็จแล้ว อยู่ตลอดเวลา ยิ่งดี เป็น
หลักง่ายๆ ที่ถือปฏิบัติได้ว่า หูหาง มันจะไม่ชูขึ้นมาได้

นี่รวมความแล้ว ผมมองเห็นไปแต่ในลักษณะอย่างนี้ว่า วิธีนี้
เท่านั้น ที่ประหยัดที่สุด ประหยัดอะไรที่สุด แล้วก็รวดเร็วที่สุด
แล้วก็ง่ายดายที่สุด แล้วก็จะไม่ให้พระนี้ เลวกว่าชาวบ้าน เหมือน
ที่พูดแล้ว โดยวิธีนี้ ฉะนั้น จึงถือว่า วิธีนี้คงจะเหมาะแล้ว สำหรับ
มนุษย์ ในยุคปรมาณูนี้ ภิกษุสามเณร ในยุคปรมาณูนี้ ใช้ไฟฉาย
โก้ๆ แทนที่จะใช้ โคมผ้าใส่จอก น้ำมันเนย มันเปลี่ยนไปเท่าไร
ฉะนั้น การงาน มันก็ต้อง เปลี่ยน บ้างซิ ที่อยู่ เป็นอย่างไร มันก็
ผิดไปกับ ครั้งพุทธกาล ในกุฎิมีอะไร มีตำราท่วมหู ท่วมหัว
สารพัดอย่าง มีเครื่องใช้ บางอย่าง ซึ่งไม่ใช่ของพระ มันก็เรียก
ว่า ผิดไปมากแล้ว สำหรับมนุษย์ ในยุคปรมาณู แล้วไปดูกุฎิ กุฎิ
อะไร ของพระเถระ เจ้าใหญ่นายโต มีอะไรผิดไป จากครั้ง
พุทธกาล มากไปกว่า พวกเรา ที่นี่ อีก เรื่องมันไปกันใหญ่แล้ว
เป็นยุคจรวดดาวเทียม ไปด้วย เหมือนกัน เพราะว่า ผู้ปฏิบัติ
ที่จะทำลายกิเลสในจิตใจ น่าปรับปรุง ให้มันทันกัน กับยุค ที่
มัน พรวดพราด แบบนี้

ฉะนั้น จึงปรับปรุงในทาง เอา การงาน เป็นวิปัสสนา มีวิปัสสนา
ในการงาน เอาเหงื่อ ล้างกิเลส มีหลักสั้นๆ ๓ แบบ วิปัสสนา
ญาณิกะ แม้แต่ จะหลุดพ้น ตามแบบ ปัญญาวิมุติ ล้วนๆ ก็ยังดี
อย่าไปหวัง ให้มากกว่านั้น แล้วอันนี้ มันเหมาะกับ ยุคดาวเทียม
มีปัญญาเพียงพอ ที่จะตัดกิเลส อยู่ทุกวัน ก็พอแล้ว การไปนั่ง
หลับตา ตามโคนต้นไม้นั้น มันก็ทำตามโอกาสเถอะ อย่าไป
มัวเมาแต่อย่างนั้นอย่างเดียว เหมือนกับพระที่ว่าแกไม่เข้าใจ
คำนี้ เราสนใจมาตั้ง ๔๐ ปี แล้ว เรื่องในคำนี้ คำคำนี้ ก่อนแก
เกิด ฉะนั้น เรื่องนี้ จึงไม่มีทางจะพูดกันรู้เรื่อง

การเป็นอยู่แบบวิปัสสนากรรมกร

วันนี้เราถือโอกาสตั้งชื่อ การเป็นอยู่แบบนี้ว่า วิปัสสนากรรมกร
คุณเห็นแล้วนี่ว่า คนที่มาที่นี่ โดยมากเขาถามว่า ที่นี่ทำ
วิปัสสนาไหม? ก็บอกเขาเลยว่า วิปัสสนากรรมกร เข้าใจ
ไม่เข้าใจ ก็ตามใจเขา เขาไม่มีเวลาที่จะฟังคำอธิบาย

เอาเหงื่อล้างกิเลส ไม่เอาเปรียบข้าวสุก ไม่เอาเปรียบข้าวสุก
ของชาวบ้าน ถ้าทำเนิบๆ นาบๆ เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ตลอดปี
ตลอดชาติ ก็ไม่เห็น ได้อะไรขึ้นมา ต้องทำจริง และรุนแรง
ทุกอย่าง ทั้งทางกาย ทั้งทางจิต ทางสติปัญญา
มันจึงจะทันกัน
หรือสมกันกับ โลกในยุคดาวเทียม นี้ ขอแต่ว่า เป็นไปใน ทาง
ถูกต้อง ก็แล้วกัน เป็นไปในทาง ทำลาย ความเห็นแก่ตัว มี
เท่านั้น มีข้อเดียวเท่านั้น

ควบคุมทุกอย่าง ให้เป็นไปแต่ ในทาง ทำลาย ความเห็นแก่ตัว
นับตั้งแต่ จะกินอาหาร จะอาบน้ำ จะไปถาน ทุกอย่างแหละ ระมัด
ระวังตัว ให้ดี ให้เป็นการ ทำลายความเห็นแก่ตัว เข้าส้วมแท้ๆ
มันก็มีคนเห็นแก่ตัวแล้ว แล้วไม่ต้อง แก้ตัว พระเณร ทั้งนั้น ที่
ใช้ส้วม ไม่มีใครมาช่วย เข้าส้วม ให้เลอะเทอะ แล้วมันก็มีแต่
ความเห็นแก่ตัว เข้าแล้ว นี่เป็นตัวอย่างนะ แล้วอย่างอื่นๆ เช่น
ว่า ไม่มีความเป็น ระเบียบเรียบร้อย หรือมัน ไม่มีประโยชน์
หรืออะไร นี้ทางหนึ่ง

แล้วอีกทางหนึ่ง ทำลายประโยชน์ ให้หมดเปลืองไป โดยไม่
จำเป็น นี้ก็เป็นเรื่อง ความเห็นแก่ตัว ทางหนึ่งไม่สร้างประโยชน์
อะไรขึ้นมา ก็เป็นความเห็นแก่ตัว ทางหนึ่ง มันทำลายประโยชน์
ของผู้อื่น ที่เขาสร้างสรรค์ขึ้น หามาไว้ นี้ก็เป็นความเห็นแก่ตัว
จับจ่ายใช้สอย บางสิ่งบางอย่าง ในลักษณะที่จะยกหูชูหางของตัว
โดยไม่ประหยัด สิ่งเหล่านั้น นี่ก็เป็นเรื่อง ความเห็นแก่ตัว

ขอให้วัดทั้งวัด นี้เป็นลักษณะ เป็นนิมิต เป็นเครื่องหมายที่จะ
วัดว่า มีความเห็นแก่ตัว หรือไม่เห็นแก่ตัว แล้วให้รู้ไว้ว่า เรา
มีหลักใหญ่ๆว่า จะสร้างวัดนี้ให้พูดได้ ให้ก้อนหินพูดได้ ให้
ต้นไม้พูดได้ ให้อะไรๆ มันพูดได้ คือว่า ให้มันแสดงอะไร
ที่จับใจผู้เห็น และเกิดความรู้สึกในข้อนี้ เป็นความเงียบ
ความสงบ ความหยุด ความว่าง อะไรก็แล้วแต่

ฉะนั้น ถ้ามีทุกๆอย่าง ที่ส่อลักษณะ อย่างนั้น อย่าให้มี สกปรก
รกรุงรัง หรือเกิด ความคิดไปทางอื่น ที่เราให้ต้นไม้พูดได้ ให้
ก้อนหินพูดได้ มีความมุ่งหมายอย่างนี้ ฉะนั้น จะวางก้อนหิน
สักก้อน ก็วางให้มัน เกิดความหมาย ถ้าโง่เกินไป มันก็เป็น
บาป ของคนนั้น ไม่ใช่บาปของเรา เราวางไว้ ในลักษณะ ที่
มันจะ มีความหมาย แล้วเขา ไม่รู้ความหมาย นั้น มันไม่ใช่
บาปของเรา นั้นมันบาป ของคนที่มานั้นเอง

เดี๋ยวนี้คนส่วนมาก ก็ไม่ได้ประโยชน์ ถึงขนาดนี้ เห็นๆอยู่
แล้ว พันคน จะได้สักคนหนึ่ง เท่านั้น ที่จะรู้สึก เกิดประทับใจ
จากสิ่งต่างๆ ที่แสดงอยู่ แล้วรู้สึกว่า ความหยุด ความไม่ยึดมั่น
นี้มันดี ไม่ค่อยมีใครรู้ ไม่ใช่ว่า ก้อนหินจะมีจิต มีวิญญาณ ที่
จะคิดนึกรู้สึกอะไรได้ แต่ว่า ลักษณะบางอย่าง ที่เราอาจจะ
ถือเอาประโยชน์ได้ แล้วมันก็เป็น ประโยชน์

ในอรรถกถา มีภิกษุองค์หนึ่ง บรรลุพระอรหันต์ เพียงแต่
สักว่า เห็นดอกมะลิป่า ร่วงลงมาจากต้นนั้น ดอกมะลิป่า ไม่ใช่
มีชีวิตจิตใจ ร่วงตามธรรมดา ธรรมชาติ ของมัน แต่พระองค์นั้น
มองไปแง่ ที่มีความหมาย ไปในทางไม่เที่ยง ไม่มีความหวัง
อะไรเลยในสิ่งเหล่านี้ ในสิ่งที่เอร็ดอร่อย สวยงาม อะไรนี้
ฉะนั้นจึงเป็น พระอรหันต์ ได้ โดยเห็น สิ่งที่มันทำอะไรไป
ตามธรรมชาติ ของมัน ไม่มีจิต มีใจ อะไร

นี้เรามัน ไม่เป็นอย่างนั้น พอมีอะไรหล่น มีอะไร มันก็ไม่รู้สึก
เพราะว่า ใจเรา มันเตลิดเปิดเปิง ไปทางไหนเสียแล้ว ไม่มี
โอกาส ที่จะเห็น ดอกไม้ป่าร่วง แล้วเป็นพระอรหันต์ได้เสียแล้ว
เพราะว่า ใจของเรา กระด้าง และ เตลิดเปิดเปิง ไปไกลแล้ว
จึงเหมาะแล้ว ที่จะเอาเหงื่อ ล้างกิเลส เพราะมันมีแต่ ความ
กระด้าง มากเสียแล้ว ไม่ละเอียด ละมุนละไม เหมือนตัวอย่างนั้น

แต่ว่าโดยทั่วไปนี้ ให้มองดู มันเงียบ มันหยุด ต้นไม้นี้ มันกิน
อาหารอย่างนี้ มันกินอย่าง ไม่ยึดมั่นถือมั่น เรามันกินอาหาร
อย่างยึดมั่นถือมั่น วันนี้มีอย่างนี้ มีแกงมีกับอย่างนี้ ถึงปากไม่พูด
ก็นึกอยู่ในใจ ว่านี้อร่อย อยากจะได้อีก มีแต่กินอย่างนี้ทั้งนั้น ไม่
เหมือนต้นไม้ มันดูดซึม ไปตามธรรมชาติ ตามระเบียบ สม่ำเสมอ
ไม่มีตัวกู-ของกู เหมือนคน

ถ้าใครดูในแง่ ดังกล่าวนี้ออก ก็แปลว่า คนนั้นได้ฟัง ต้นไม้พูด
ได้ยินต้นไม้พูด นี้เป็นตัวอย่างเท่านั้น ยังมีอีกมากมาย เกี่ยวกับ
ต้นไม้ก็ดี ก้อนหินก็ดี มีอยู่มากมาย ฉะนั้นให้ดูๆ ไว้

เรามีหน้าที่ มากกว่าต้นไม้ เรามีอะไรมากกว่าต้นไม้ เราต้อง
ระมัดระวังกว่า ต้องใช้เวลา ให้มีค่ากว่า ใช้คำว่า ต้อง นี้ไม่ถูก
แต่มันก็ต้องใช้ คำ นี้ เพราะ มันกระด้าง เกินไปนัก เรียกว่า มัน
ควร "ควรกระทำ" ให้มากกว่าต้นไม้ ดีกว่าต้นไม้ อยู่ในป่า ก็ไม่
เห็นป่า ถ้าไม่มีสติปัญญา ไปนั่งโคนต้นไม้ ก็ไม่ได้ยินต้นไม้พูด
ฉะนั้น สร้างสติปัญญา ให้เพียงพอ อยู่ตรงนี้ก็จะได้ยินต้นไม้พูด
หรือว่า ได้เห็นอะไร เห็นต้นไม้ แสดงธรรม

ถ้าทำด้วย ความยึดมั่น ในรูปในแบบ ให้มันฝังตัวเข้าไปในต้นไม้
ขุดโพลง เข้าไปอยู่ มันก็ไม่รู้ ก็ไม่รู้จักต้นไม้ ไม่รู้จัก ประโยชน์
ที่จะได้จากต้นไม้

โคนไม้ หรือว่า ที่สงัดอื่นๆ ที่เขา รวมเรียกกันว่าที่ สงัด นี้ หมายถึง
สิ่งแวดล้อมจิตใจ ไปในทางหยุด ไปในทางว่าง ไปทางสงบสงัด
แต่เดี๋ยวนี้ เมื่อเรา อยู่ในป่าเสียเองแล้ว ก็ควรจะได้รับประโยชน์
อันนี้ อย่าเป็นเหมือนกับว่า มันไม่รู้สึกเสียอีก นี่เรียกว่า อยู่ในป่า
ก็ไม่เห็นป่า ฉะนั้น จงอยู่ในป่าเห็นลักษณะเห็นธรรมชาติ เห็น
ความจริงอะไรเกี่ยวกับป่า ก็เรียกว่า อยู่ในป่าแล้วก็เห็นป่า นี้ก็
ทำไปตามโอกาส

ส่วนแรงงานยังเหลือ ก็ใช้ไปในทาง ทำบทเรียน ที่ไม่เห็นแก่ตัว
นี่แรงงาน ที่เหลือ จะไปทิ้ง เสียที่ไหน? ค่าข้าวสุก ของชาวบ้าน
จะเอาไปทิ้ง เสียที่ไหน? ถ้าเรามีเวลา เหลือพอ ที่จะใช้มัน ก็ใช้
มัน ไปในทาง ที่เป็นประโยชน์ ของโลก เป็นส่วนรวม เวลาวันละ
๒-๓ ชั่วโมงก็ตามนี้ ทำสิ่งที่ มันเป็นประโยชน์ แก่โลก เป็นส่วน
รวม

การทำงานก็เพื่อประโยชน์ที่พอเหมาะพอดี

อยากจะยืนยันว่า การเขียนภาพ การสลักภาพนั้น ไม่ใช่การเขียน
ใหม่ ไม่ใช่สลักภาพ ของพระบ้าๆ บอๆ องค์ที่ว่านี้ ที่ใช้ชื่อว่า
ธรรมกาโม อย่าเห็น เป็นเพียง เรื่องเขียนภาพ หรือสลักภาพ ให้
เป็นเรื่องที่ว่า เสียสละ เพื่อประโยชน์ แก่เพื่อมนุษย์ อะไรก็ได้
อะไรถนัด ก็ทำอันนั้น ก็แล้วกัน อะไรมีค่าสูงกว่า เราเลือกเอา
อันนั้น อะไรที่เป็นประโยชน์โดยเร็ว เราเลือกเอา อันนั้นเอีก ผม
จึงบอกว่า จะเป็นงาน ทำให้มี สิ่งที่ ในประเทศไทย ยังไม่มี เพื่อ
ให้พุทธบริษัท ได้เห็น สิ่งเหล่านี้ ก็มีเท่านั้นเอง ไม่ได้หวังอะไร
มากไปกว่านั้น

ลำพังผมคนเดียว จะทำอะไรได้ หลายๆ คน ก็ช่วยกันทำ เป็น
การ ใช้แรงงาน ส่วนเหลือ ของร่างกาย ให้หมดไป แต่แล้วอย่า
ลืมว่า ในขณะนี้ ในเวลาอย่างนั้น แหละ มีวิปัสสนา ที่ต้องระวัง
ให้ดี คือ ระวังหู ระวังหาง ให้ดี อย่าให้ยกขึ้นมา เพราะเหตุนี้ มี
วิปัสสนา อยู่ที่เหงื่อไหล นั้นด้วย แล้วสำคัญเสียด้วย ดีกว่าที่ไป
นั่งตาก ลมเย็นๆ ที่โคนไม้ มันจะเคลิ้ม ไปในทางอื่น ไม่แน่นอน
ว่า มันขูดเกลา ความเห็นแก่ตัว ด้วยซ้ำไป เดี๋ยวไปหลงใหล ใน
ทางความสงบ เพลิดเพลิน แล้วนอนหลับ แบบหนึ่ง ไปเสีย ก็
ไม่ได้อะไร หรือจะทำสมาธิ กระทั่งเกิดฌาณ เกิดสมาบัติ แล้ว
มันก็จะเหลือใช้ ไม่ได้เป็นประโยชน์ ฉะนั้น เอาสมาธิ เท่าที่
จำเป็น แก่การงานของเรา

ยกตัวอย่าง เหมือนว่า เรามีเครื่องสีข้าว เล็กๆ เท่านี้ ซึ่งมัน
ต้องการ แรงฉุดสัก ๑๐ แรงม้า แล้วเราไปซื้อ เครื่องทำแรงม้า
มามาก นี้จะบ้าหรือจะดี คิดดูเท่านี้ ซื้อเครื่องทำแรงม้ามา ๑๒
แรง ที่ต้องการเพียง ๑๐ แรงม้า มันจะบ้า หรือ จะดี จึงว่า ทำให้
มันเหมาะพอดี ให้มันไปของมัน โดยธรรมชาติ แล้วมันก็พอเหมาะ
พอดี แล้วมีโอกาส ที่จะได้รับ ผลสูงสุดเต็มที่ แล้วก็เร็วกว่า จะหา
เงินไปซื้อ เครื่องทำแรงม้า มาได้ มันก็แย่นะ พอได้มา แล้วก็
ไม่มีประโยชน์อะไร ประโยชน์จริงๆ มันอยู่ตรงที่ มันสีข้าว นั้น
ให้ได้

ฉะนั้น เมื่อเรา ทำลายตัวกู-ของกู นี้ให้ได้ แม้ด้วยความรู้เท่านี้
แม้แต่ ด้วยสมาธิเท่านี้ แม้ด้วยอะไรเท่านี้ ทำไปให้ได้ นั่นแหละดี

นี่เพราะเหตุที่ ชาวบ้านเขามีสมาธิพอดี มีปัญญาพอดี เขาจึง
สามารถ บรรลุธรรมะได้ ในเพศฆราวาส เป็นพระโสดาบัน
พระสกิทาคามี ได้ หรือว่า พอไปเฝ้า พระพุทธเจ้า เดี๋ยวใจ
เป็นพระอรหันต์ได้ เพราะมันมี แรงงานพอดี มันไม่เหมือนกับ
คนบ้าๆ บอๆ มันมีอะไรแง่นี้ แง่นั้น ล้วนแต่เฟ้อ เดี๋ยวนี้ระวังให้ดี
กำลังจะเฟ้อเรื่องวิชาความรู้ ซึ่งไม่จำเป็นแล้ว แล้วเห่อตาม พวก
คนสมัยใหม่ รู้นั่น รู้นี่ มากไปแล้ว ไปรษณีย์ที่มา ผ่านผมนี้ รู้สึกว่า
เดี๋ยวนี้ กำลังจะมี เฟ้ออะไรบางอย่าง ในทางหนังสือ หนังหา
นั่นแหละ เป็นเรื่องทำลายตัว โดยที่ตัวคิดว่า จะส่งเสริมตัว แต่
เป็น เรื่องทำลายตัว โดยไม่รู้สึกตัว

เอาละ สรุปความทีว่า เราเรียก ระบบของเรา หรือ อุดมคติ
ของเรา ว่า วิปัสสนากรรมกร แต่ไม่ใช่ กรรมกรเหมือนคนอื่น
กรรมกร ที่ความว่างเลี้ยงไว้ กรรมกรของความว่าง เรียกร้อง
เอาอะไรไม่ได้ เรียกร้องเอาอะไรมาเป็น ตัวกู-ของกู ไม่ได้
เป็นของความว่างทั้งหมด แล้วอย่างน้อย ก็จะมีความเบาสบาย
ไม่แพ้ลูกสุนัข ลูกสุนัขที่กำลังเล่น มันไม่มีเป็นตัวกู-ของกู มัน
สบาย

ธ-ปาฎิ-๒ ๓๑.ก/๕๕-๗๑

BACK

คัดจาก หนังสือ ธรรมานุกรมธรรมโฆษณ์ ฉบับประมวลธรรม เล่ม ๒ เรียบเรียงโดย
นาย พินิจ รักทองหล่อ พิมพ์ ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๔๐ โดย ธรรมทานมูลนิธิ

วิธีปฏิบัติที่รวบรัด

ที่มา พุทธทาส.คอม

เรื่อง วิธีปฏิบัติที่รวบรัด

การปฏิบัติ จะทำอย่าง ค่อยทำ ค่อยไป นี้ มันจะตายเสียก่อน
ฉะนั้น ผมจึงถูกด่าถูกหา ถูกอะไรโดยคนทั่วไป จากผู้หลักผู้ใหญ่
ว่าสอนนอกเรื่อง นอกแบบ เอาเรื่องโลกกุตตระ พ้นโลกเหนือโลก
มาสอนประชาชน อย่างที่มีผู้ค้านอยู่เสมอ เขาเยาะเขาด่าอยู่เสมอ
ว่าเอาเรื่องโลกุตตระมาสอนประชาชน นี้ไม่ใช่แต่ฆราวาสดอก พระ
เถระผู้ใหญ่ก็เคยดุผมอย่างมาก เรื่องเอาธรรมะ เรื่องหลุดพ้น มา
สอนประชาชน หลายปีมาแล้ว เราก็ไม่ใช่คนดื้อดึง ใครพูดว่าอะไร
เราฟังอย่างดี ฟังอย่างดีว่าเขาพูดนั้น ถูกหรือไม่ถูก จริงหรือไม่จริง
มันก็เห็นว่ายังถูกอยู่ เห็นว่าทำอย่างนี้ มันยังถูกอยู่ ฉะนั้น จึงยังทำ
ต่อไป ใครจะว่าอย่างไร จะด่าอย่างไร ก็ไม่สนใจเสีย

นี่มันเป็นการรวบรัด การปฏิบัติให้เร็วเข้า อย่าทำอะไร ให้มันมาก
เรื่องเลย ถือหลักว่าเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง ทำงานด้วยจิตว่างกินอาหาร
ของความว่าง เป็นอยู่เหมือนตายแล้ว นี้กระโดดมาทีเดียวอย่างนี้
เลย แล้วขอให้ เป็นอยู่อย่างนี้ อยู่เรื่อยไป ผลสุดท้าย มันจะเหลือ
เหมือนที่พูดเมื่อตะกี้ ให้เหลือประโยคเดียวว่า ทำไปเพื่อโลก ทั้ง
เทวดา และมนุษย์ นี่เหลือทำเพื่อผู้อื่น ก็แล้วกัน ทำทุกอย่างเพื่อ
ผู้อื่น เรื่องอื่นมันคิดตก หมดแล้ว ปัญหาอื่น มันตอบได้หมดแล้ว
คิดตกหมดแล้ว ในที่สุด มันเหลือแต่ว่า ทำนี่ทำไป ทำเพื่อผู้อื่น
อย่างนี้เป็น วิธีที่ดีที่สุด ที่ลัดที่สุด ที่ง่ายที่สุด ที่สะดวกที่สุด แต่ว่า
ทำเพื่อผู้อื่นของเรา ที่เราพูดกันนี้ มีความหมายมากกว่าที่คนอื่น
พูด

ที่คนอื่นเขาพูด ก็มีเยอะแยะไป ทำเพื่อผู้อื่น เป็นเรื่องศีลธรรม
เด็กๆ เด็กอมมือ ทำเพื่อผู้อื่น ลูกเสือก็มี แต่เราทำเพื่อผู้อื่นนี้
ทำเหมือนอย่าง ที่พระพุทธเจ้า ท่านว่า คือ ไม่มีตัวเรา ไม่มีตัว
เรา ศีลธรรมเด็กอมมือ ก็มีตัวกู กูทำเพื่อผู้อื่น จะได้อยู่เป็นสุข
ด้วยกัน หรือว่า เขาจะขอบใจเรา หรือว่า เราจะมีเกียรติ นั่นทำ
เพื่อผู้อื่น ของเด็กๆ แต่ทำเพื่อผู้อื่น ของพระพุทธเจ้า ของพระ
อรหันต์นั้น ก็คือว่า มันไม่มีตัวเรา ไม่มีตัวกู แล้วจะทำเพื่อตัวกู
ได้อย่างไร มันทำไม่ได้ เพราะมันไม่มีตัวกู มันไม่มีตัวเรา ก็ทำ
เพื่อผู้อื่น เสียเรื่อยไปเลย กระดิกอะไรไปที่ไหน ก็เป็นประโยชน์
แก่ผู้อื่น เสียเรื่อย

นี้ก็เรียกว่า นี่คือ การปฏิบัติธรรมที่แท้จริง ที่สูงสุด จนเกินกว่า
ที่จะเรียกว่าวิปัสสนา หรืออะไรๆ เสียอีก เพราะว่าคำว่า วิปัสสนา
เดี๋ยวนี้มันแย่เต็มทีแล้ว เหมือนที่ผมเคยเล่าว่า ผมก็เคยถูกถาม
ไปที่ไหนก็ มักจะเคยถูกถามว่า ที่สวนโมกข์ทำวิปัสสนาไหม?
นี่คุณคิดดูผมจะตอบอย่างไร? เขาถามว่าที่สวนโมกข์ทำวิปัสสนา
กันหรือเปล่า? มีคนกล้าถามถึงอย่างนี้ ถ้าเป็นวิปัสสนาตามแบบ
ที่ผู้ถามว่า แล้วเราไม่มี เราไม่ทำด้วย ไม่อยากจะทำด้วย

วิปัสสนาตามความหมาย ที่ผู้ถามเขาถาม เราไม่อยากจะมี
ไม่อยากจะทำ แต่ถ้าปฏิบัติอย่างนี้ อย่างที่ผมว่า ที่จะเป็นวิปัสสนา
หรือยิ่งกว่าวิปัสสนานี้ มันเป็นการทำในขั้นผลของวิปัสสนาเสียอีก
นี่เรามี แต่เขาไม่เรียกว่า วิปัสสนา ผู้ถามนั้นไม่เรียกว่า วิปัสสนา

เพราะว่า เขาเข้าใจว่า เป็นอย่างอื่น ต้องตั้งต้น ตั้งแต่พิธีขึ้นครู
ขึ้นครูบาอาจารย์ มีระเบียบพิธีต่างๆ ทำท่าทาง ต่างๆ เดิน
จงกรม ยุบหนอพองหนอ อะไรก็ตาม มันมากมาย ก่ายกอง
เป็นระเบียบ เป็นแบบที่ ผู้อื่นเห็นได้ เข้าใจได้ เห็นได้อย่างนี้
ก็ได้ ใครๆ จะทำก็ได้ มันก็วิปัสสนา แล้วก็ตามแบบนั้น วิปัสสนา
ตามแบบนั้น แล้วก็เป็นตามแบบของ ตัวกู เสียด้วยซ้ำไป คือ
วิปัสสนา อวดคน วิปัสสนา ทำให้คนเห็น วิปัสสนาของตัวกู มัน
ก็จะแย่ไปเหมือนกัน นี่มันเพิ่ม ตัวกู-ของกู เขายังไม่รู้

ธ-ปาฎิ-๒ ๓๑.ก/๓๕๓-๓๕๔

BACK

คัดจาก หนังสือ ธรรมานุกรมธรรมโฆษณ์ ฉบับประมวลธรรม เล่ม ๒ เรียบเรียงโดย
นาย พินิจ รักทองหล่อ พิมพ์ ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๔๐ โดย ธรรมทานมูลนิธิ

วันพุธที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2553

เรื่อง สามัญญลักษณะ

ที่มา พุทธทาส.คอม

เรื่อง สามัญญลักษณะ

เรื่องที่ควรทราบอีกเรื่องหนึ่ง ในฐานะที่เป็นทฤษฎีทั่วๆ ไป เกี่ยวกับเรื่องความทุกข์
ก็คือ เรื่องสามัญญลักษณะ ได้แก่ ลักษณะแห่งความไม่เที่ยง ๑ ความเป็นทุกข์ ๑
ความเป็นอนัตตา ๑ ของสังขารทั่วๆ ไป นอกจากจะเรียก สามัญญลักษณะ แล้ว
ยังเรียกว่า ไตรลักษณ์ หรือ ธรรมนิยาม หรือ ธรรมฐีติ ได้อีก

ที่ว่า เป็นทฤษฎีเกี่ยวกับ เรื่องความทุกข์ นั้น หมายถึง การที่ลักษณะทั้ง ๓ อย่างนี้
เป็นลักษณะที่แสดงให้เห็นว่า สิ่งทั้งปวงเป็นทุกข์ ทั้งในความหมายที่ว่าทนทรมาน
ความหมายที่ว่า พิจารณาดูแล้ว น่าอิดหนาระอาใจ และความหมายที่ว่าว่างอย่าง
น่าเกลียด ยิ่งกว่านั้น ผู้ที่จะเบื่อหน่ายในความทุกข์ได้ ก็ต้องอาศัยการพิจารณาใน
ลักษณะ เหล่านี้ ที่ผู้ปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ ก็คือ ผู้ที่กำลังพิจารณา อยู่ในลักษณะ
เหล่านี้ ยิ่งๆ ขึ้นไป เมื่อมีความเห็นแจ้งแทงตลอด ในลักษณะเหล่านี้แล้ว ย่อมเกิด
ญาณ ซึ่งเป็นเครื่องทำลายอวิชชา และดับทุกข์ได้ เพราะฉะนั้นจึงถือว่า หลักธรรม
เรื่อง สามัญญลักษณะ นี้ เป็นทฤษฎีทั่วๆ ไป เกี่ยวกับความทุกข์

ที่เรียกว่า สามัญญลักษณะ หมายถึง ลักษณะที่สามัญ คือ ทั่วไป แก่สังขารทั้งปวง
ไม่ว่า สังขารที่ มีวิญญาณครอง หรือ ไม่มีวิญญาณครอง ย่อมประกอบอยู่ด้วย
ลักษณะทั้ง ๓ นี้ ในฐานะเป็น กฏของธรรมชาติ สังขารทั้งหลาย จะมีลักษณะอื่น
ต่างกันอย่างไรก็ตาม แต่ต้องมีลักษณะเหมือนกันอย่างหนึ่ง คือ ลักษณะที่กล่าวนี้
เพราะฉะนั้น จึงได้นามว่า สามัญญลักษณะ

คำว่า สังขาร แปลว่า ปรุง (สัง = พร้อม + ขร = กระทำ) ในที่นี้ หมายถึง สิ่ง
ที่ถูกสิ่งอื่นปรุง และพร้อมกันนั้น มันก็ปรุงสิ่งอื่นต่อไปอีก ตัวอย่างเช่น อาหาร
ที่เรา รับประทาน ย่อม ถูกปรุง จาก ธาตุต่างๆ ขึ้นด้วย อำนาจต่างๆ แล้วตัว
มันเอง ก็ปรุง สิ่งอื่นต่อไป เช่น ปรุง ร่างกาย ของมนุษย์ และสัตว์ เป็นต้น
ฉะนั้น ควรกำหนดให้ได้ว่า สิ่งที่เรียกว่า สังขาร คือสิ่งที่ ถูกสิ่งอื่นปรุง แล้ว
ก็ปรุง สิ่งอื่นต่อๆไป พร้อมกัน ไปในตัว ใน ขณะเดียวกัน
, เปรียบเหมือนอิฐ
ที่ซ้อนกันอยู่ หลายๆ แผ่น อิฐแผ่นหนึ่ง ย่อมถูกหนุนอยู่ โดยอิฐอีกแผ่นหนึ่ง
พร้อมกันนั้น ก็ถูกทับอยู่โดย อิฐอีกแผ่นหนึ่ง เรียกว่า เป็นไปในขณะเดียวกัน
ฉันใดก็ฉันนั้น โดยเหตุที่สังขาร เป็นสิ่งที่เพียงแต่ ถูกปรุงขึ้น ด้วยของหลาย
สิ่ง มันจึงต้อง เปลี่ยนแปลง ไปตาม สิ่งที่ปรุงแต่งมันขึ้นมา จึงเปลี่ยนแปลง
อยู่เสมอ
มันต้องชำรุด ทรุดโทรม ไปตามการ ทรุดโทรม ของสิ่งที่ปรุงแต่ง
มัน และมีลักษณะ ไม่เป็นตัวของตัวเอง เพราะถูกสิ่งอื่น ปรุงแต่งอยู่เรื่อย ดัง
ที่กล่าวแล้ว สังขารทั้งหลาย จึงมีลักษณะเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า อนิจจาลักษณะ
มี ลักษณะแห่งการทนทรมาน ซึ่งเรียกว่า ทุกขลักษณะ และ มีลักษณะแห่ง
ความไม่เป็นตัวของตัว หรือ เป็นตัวของใครอื่น เรียกว่า อนัตตลักษณะ
ซึ่ง
เรียก รวมๆ กันว่า ลักษณะที่ทั่วไป แก่สังขารทั้งปวง

ที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ไตรลักษณ์ นั้น ใช้เรียกกัน ในภาษาไทย เพื่อความ
สะดวก แปลว่า ลักษณะ ๓ อย่าง ซึ่งหมายถึง ลักษณะที่ กล่าวแล้วข้างต้น
แต่ควรจะสังเกตว่า คำว่า ๓ อย่างในที่นี้ เป็นคำ บัญญัติเฉพาะ ซึ่งท่าน
หมายถึง ลักษณะแห่ง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เท่านั้น ควรจะจับใจความ
สำคัญ ให้ได้ว่า เพราะ ลักษณะทั้ง ๓ นี้ มีความสำคัญอย่างยิ่ง จึงยอม
ให้เอา จำนวนเลข ๓ นี้ ไปเป็นชื่อของ ลักษณะทั้ง ๓ นี้ โดยเฉพาะ เพราะ
ฉะนั้น ความหมาย ของคำว่า สาม จึงมิได้อยู่ที่ เพียงแต่เป็น จำนวนนับ
แต่มันไปอยู่ที่ ความสำคัญของ ลักษณะทั้ง ๓ นี้ นับว่าเป็นสิ่งที่ ควร
สนใจอย่างยิ่ง โดยแท้จริง ทำนองเดียวกับคำว่า แก้วสามดวง แต่เรา
หมายถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ฉันใดก็ฉันนั้น

ที่เรียกว่า ธรรมนิยาม แปลว่า บทนิยายของธรรม ซึ่งในที่นี้ได้แก่ ธรรมชาติ
คำว่า นิยาม แปลว่า เครื่องกำหนด, ลักษณะทั้ง ๓ อย่างนี้ เป็นลักษณะเครื่อง
กำหนดให้ทราบได้ว่า เป็น กฏของธรรมชาติ ที่ปรากฏอยู่ในสิ่งทั้งปวง, เรา
ควรจะกล่าวว่า สิ่งใดเป็นไปใน กฏทั้ง ๓ นี้ สิ่งนั้นควรเรียกว่า เป็นไปตาม
กฏของธรรมชาติ แต่เราไม่อาจ หรือ มีโอกาส ที่จะกล่าวข้อความประโยคนี้
เพราะว่า ไม่มีสิ่งใด ที่ไม่เป็นไปตามกฏนี้ ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่มีเหตุปัจจัย
ปรุงแต่ง ล้วนแต่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวลักษณะ
ทั้ง ๓ นี้ ว่า เป็น บทนิยามแห่งธรรม

ที่เรียกว่า ธรรมฐีติ ซึ่งแปลว่า การตั้งอยู่แห่งธรรมนั้น หมายความว่า การ
ตั้งอยู่ หรือมีอยู่ หรือ ปรากฏอยู่ แห่งธรรมชาติทั้งปวงนั้น ไม่มีอะไรอื่น
นอกจาก ความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อธิบายว่า ถ้าธรรม หรือ ธรรมชาติ
อย่างใดอย่างหนึ่ง ตั้งอยู่ ตัวความตั้งอยู่ที่แท้จริงนั้น ก็คือ ความเป็น อนิจจัง
ทุกขัง อนัตตา นั่นเอง กล่าวอย่างหนึ่ง ก็ว่า ถ้ามองเห็น ตัวธรรม หรือ ตัว
ธรรมชาติที่แท้ อย่างถูกต้อง และสมบูรณ์ ก็คือ การมองเห็น ความเป็น
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั่นเอง

คำว่า อนิจจัง แปลว่า ความไม่เที่ยง ได้แก่ ความไม่หยุดอยู่ ในลักษณะเดียว
แต่เปลี่ยนแปลงเรื่อย มีทางที่จะ กำหนดได้ ตั้งแต่ อย่างกว้าง หรือ อย่าง
หยาบที่สุด ลงมาจนกระทั่ง ถึงอย่างแคบ หรือ อย่างละเอียด ที่สุด ที่ว่า
อย่างกว้างที่สุด ตัวอย่างเช่น การกำหนด ด้วยการเอา ยุคเป็นประมาณ
เช่น ยุคหนึ่ง ดวงอาทิตย์นี้ไม่มี โลกนี้ไม่มี พระจันทร์นี้ไม่มี ครั้นมาถึง
ยุคหนึ่ง ก็เกิดมี แม้ในยุค ที่เกิดมีขึ้นมาแล้ว ก็ยังแบ่งเป็นยุคๆ ย่อยลงไป
ซึ่งเป็น เครื่องกำหนด ความเปลี่ยนแปลง ของโลกเรา จึงกล่าวได้ อย่าง
หยาบๆ ขั้นหนึ่งก่อนว่า สิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง ครั้นมาถึง ยุคที่มีสิ่งที่มีชีวิต
ก็ยิ่งเห็นได้ว่า ความเปลี่ยนแปลง ที่เป็นไปใน สิ่งที่มีชีวิต นั้น รวดเร็ว และ
รุนแรง ยิ่งกว่าที่เป็นไปในสิ่งที่ไม่มีชีวิต เสียอีก ปัญหาที่ต้องสะสาง จึงมา
มีความสำคัญอยู่ที่สิ่งที่มีชีวิต ท่านจึงสอน ให้พิจารณาถึง ความไม่เที่ยง
ของสิ่งที่มีชีวิต ซึ่งเป็นตัวเจ้าของปัญหา หรือ ตัวเจ้าทุกข์ โดยเฉพาะ เป็น
ส่วนสำคัญ, ความไม่เที่ยง ของคนเราคนหนึ่งๆ ท่านแนะนำ ให้พิจารณา
อย่างหยาบๆ เป็นวัยๆ ไป คือ ปฐมวัย มัชฌิมวัย ปัจฉิมวัย หมายถึง การ
เป็นเด็ก เป็นผู้ใหญ่ และ เป็นคนแก่ชรา ซึ่งมีลักษณะ แห่งการเกิดขึ้น และ
ปรากฏอยู่ชั่วคราว แล้วก็ตายไปในที่สุด ในที่บางแห่ง ท่านสอน ให้พิจารณา
แคบเข้ามา โดยสมมุตว่า คนหนึ่งมีอายุ ๑๐๐ ปี แบ่งออกเป็น ๑๐ ระยะ
ระยะเวลา ๑๐ ปี เรียกว่า ทสกะหนึ่งๆ เช่น ระยะแรก เรียก มัณททสกะ
ตั้งแต่อายุ ๑-๑๐ ปี ก็มีลักษณะอย่างหนึ่ง ในเมื่อนำมา เปรียบเทียบกับ
ทสกะที่ ๒ ที่ ๓ ต่อไป ทั้งนี้ เพื่อให้เห็นว่า ได้มีการแก่ชรา ไปตั้งแต่แรก
เกิดมาทีเดียว เพราะมีลักษณะที่เปลี่ยนแปลง ไปสู่การแตกดับ อย่างเดียว
เท่านั้น ถ้าให้แคบเข้ามากกว่านี้อีก เราก็อาจพิจารณาดู ด้วยตนเอง โดย
กำหนด ระยะแห่งการพิจารณา ให้สั้นเข้าเป็น ปีหนึ่ง เดือนหนึ่ง หรือ
วันหนึ่ง เป็นต้น แล้วเปรียบเทียบกันดู ก็จะเห็นลักษณะ แห่งการเปลี่ยน
แปลง ที่เรียกว่า อนิจจลักษณะนั้น ได้ละเอียดยิ่งขึ้นตามส่วน ที่ละเอียด
ยิ่งขี้นไปกว่านี้อีก ท่านแนะให้พิจารณา ในระยะสั้นกว่านั้น คือ ชั่วระยะ
เวลาที่คนเรามีความคิดเรื่องหนึ่ง เกิดขึ้นในใจ แล้วความคิดนั้นก็ดับไป

จะเป็นเวลาสั้นยาวเพียงใดก็ตาม ก็กล่าวได้ว่า ไม่เหมือนกันสักระยะเดียว
ในระยะที่ความคิดแรกเกิดขึ้น บุคคลนั้นก็มีลักษณะอย่างหนึ่ง ในระยะที่
ความคิดกำลังดำเนินอยู่ บุคคลนั้น ก็มีลักษณะอีกอย่างหนึ่ง ครั้นความคิด
นั้นดับไปแล้ว บุคคลนั้น ก็มีลักษณะ อีกอย่างหนึ่ง จึงเห็นได้ว่า ความเปลี่ยน
แปลง ทั้งทางรูปธรรม และนามธรรม ของคน หรือ สัตว์นั้น มีอยู่ติดต่อกัน
ไม่ขาดสาย และ ถี่มากเกินกว่า ที่เคยนึก เคยคิดกัน ความคิดเรื่องหนึ่งๆ
ตั้งแต่ต้นจนจบ บางกรณี กินเวลาเพียง ๑ วินาที ก็ได้ เพราะฉะนั้น ใน
เวลาเพียง ๑ วินาที ความเป็น อนิจจัง ก็มีได้ ตั้งหลายระยะ ที่ละเอียด
ยิ่งไปกว่านี้อีก ท่านสอน ให้พิจารณาถึง ขณะจิต ที่เกิดดับ อยู่อย่างถี่ยิบ
จนเหลือที่ จะประมาณได้ ลักษณะแห่งการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ทยอยกัน
อยู่ในลักษณะ ที่คำนวณไม่ได้ว่า กี่หมื่น กี่พันครั้ง ใน ๑ วินาที ในครั้งหนึ่งๆ
มี อนิจจลักษณะ ๓ ระยะ คือ ระยะแห่งการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และ ดับไป ฉะนั้น
จึงเป็นอันว่า ในส่วนของจิตนั้น ย่อมประกอบอยู่ด้วย อนิจจลักษณะ คำนวณ
ไม่ไหว ในวินาทีหนึ่งๆ แม้ในเรื่อง ทางฝ่ายวัตถุล้วนๆ วิชาการ แห่ง ยุค
ปัจจุบัน ก็ยอมรับว่า ความหมุนเวียน เปลี่ยนแปลง ของปรมาณูหนึ่งๆ ที่
ประกอบกันขึ้น เป็นสสารต่างๆ นั้น มีรอบ แห่งความหมุนเวียน ในระยะ
วินาทีหนึ่งๆ อย่างนับไม่ไหว เหมือนกัน เป็นอันกล่าวได้ว่า ทางฝ่ายรูป
ธรรมก็ดี ทางฝ่ายนามธรรมก็ดี มี อนิจจลักษณะ หรือ ความเป็นอนิจจัง
ครอบงำ อยู่อย่างรุนแรง ควรจะเป็นที่ตั้ง แห่งความสลดสังเวช และ
ความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด โดยแท้

คำว่า ทุกขัง แปลว่า ทนยาก หรือดูแล้วน่าระอาใจ หรือว่าง อย่างน่าเกลียด
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ลักษณะแห่ง ความเป็นทุกข์ นี้ แฝงอยู่ใน ลักษณะ
แห่ง ความไม่เที่ยง โดยใกล้ชิด ในบางกรณี ท่านไม่กล่าวถึง ลักษณะนี้ เพราะ
นับรวมเข้า ด้วยกันเสียก็มี แต่ความหมายนั้น มีอยู่ต่างกัน อนิจจัง หมายถึง
การเปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ ทุกขัง หมายถึง ลักษณะแห่ง ความทนทรมาน หรือ
ทำความทุกข์ ให้เกิดขึ้น แก่ผู้ที่เข้าไปยึดถือ หลักใหญ่ๆ มีอยู่ว่า สิ่งใดไม่เที่ยง
สิ่งนั้นย่อมเป็นทุกข์ ข้อนี้หมายความว่า เพราะ ความเปลี่ยนแปลง นั่นเอง ทำ
ให้เกิด ลักษณะอาการ ที่เรียกว่า เป็นความทุกข์ ขึ้นมา ถ้าไม่มี การเปลี่ยนแปลง
ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นต้น ก็มีไม่ได้ หรือ พิจารณาดูแล้ว
ก็จะไม่น่าระอาใจ หรือ ไม่ดูเป็น ของไร้จากตัวตน โดยสิ้นเชิง เกี่ยวกับ ทุกข
ลักษณะนี้ ควรพิจารณา ให้เห็นลักษณะ อาการแห่ง ความเป็นทุกข ์อย่างหนึ่ง
ให้เห็นข้อที่ความทุกข์ เนื่องมาจาก ความเป็นอนิจจัง ดังที่กล่าวมาแล้ว อย่าง
หนึ่ง ความเห็นอย่างแรก ทำให้เกิดการเบื่อหน่าย ต่อสิ่งที่เป็นทุกข์ ความเห็น
อย่างหลัง ทำให้เกิดโอกาส และ พบวิธี แห่งการปล่อยวาง

คำว่า อนัตตา แปลว่า ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน คือ เป็นสิ่งที่ไม่ควร ถือว่า เป็นตัวตน
เป็นเพียงธรรมชาติล้วนๆ ที่หมุนไปตามอำนาจแห่งเหตุ และปัจจัย อยู่เป็น
เนืองนิจ ลักษณะแห่ง ความเป็นอนัตตา นี้ ท่านแสดงไว้ต่างๆ กัน แต่รวม
ใจความแล้ว ก็มุ่งหมาย ให้เกิดความรู้สึกว่า สิ่งที่เรียกว่า ตัวตน นั้น ไม่มี
จริง เป็นเพียง ความไม่รู้ และสำคัญผิด ยึดถือ ว่าตัว ว่าตนขึ้น ด้วยอำนาจ
สัญชาตญาณ คือ ความรู้สึก ที่เกิดได้เอง ตามธรรมชาติ ของสิ่งที่มีชีวิต
ชนิดหนึ่ง เท่านั้น ท่านสอนให้พิจารณา ว่า คนๆ หนึ่ง ประกอบอยู่ด้วย
ส่วน ๕ ส่วน คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แต่ละส่วนๆ ก็ไม่ใช่
ตัวตน ของมันเอง เป็นเพียงสังขาร ที่เปลี่ยนแปลง ไปตามเหตุ ตามปัจจัย
ดังที่กล่าวแล้วในตอน อันว่าด้วย สังขาร เมื่อแต่ละส่วน ไม่ใช่ตน แล้ว
ทั้งหมดนั้น จะเป็นตน ไปได้อย่างไร แม้ว่า จะมีลักษณะอาการแปลก
ประหลาด หรือ วิจิตร ประณีต ยิ่งไปกว่าเดิมมาก ที่ว่า แต่ละส่วนๆ
ไม่ใช่ตัวตนนั้น ท่านสอนให้พิจารณาว่า แต่ละส่วนๆ ย่อมเป็นไปเพื่อ
อาพาธ คือ การบุบสลาย ชำรุด ทรุดโทรม ถ้าแต่ละส่วน เป็นตัวตน
แท้จริงแล้ว มันจะไม่ควร ชำรุด ทรุดโทรม หรือ เปลี่ยนแปลง เป็น
อย่างอื่น เพราะเหตุที่มีการชำรุดทรุดโทรม หรือ เปลี่ยนแปลงเป็น
อย่างอื่น เพราะเหตุที่มีการชำรุดทรุดโทรมไม่อยู่ในอำนาจในตัวของ
มันเอง จึงถือว่า มันไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง คือ ไม่มีตัวตนที่แท้
จริง มีแต่ตัวกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างหนึ่ง นี่เรียกว่า
พิจารณา โดยถือเอาการชำรุด ทรุดโทรม หรือที่เรียกว่า อาพาธ
เป็นหลัก อีกอย่างหนึ่ง ให้เริ่มพิจาณาโดยเอาความเปลี่ยนแปลงเป็น
หลัก เช่น ตั้งปัญหาว่า ส่วนประกอบ ส่วนหนึ่งๆ ที่กล่าวนั้น เป็นของ
ไม่เที่ยง ถ้าไม่เที่ยง จะเป็นสุข หรือ ทุกข์ ถ้าเป็นทุกข์ เพราะความไม่
เที่ยง แปรปรวน เป็นธรรมดา จะถือว่า มันเป็นเรา หรือ เป็นของเรา
ได้อย่างไรกัน เพราะ มันมีลักษณะเหมือนของที่ฝันเห็น ครั้นตื่นขึ้นมา
ก็หายไป หรือ เหมือนกับของที่ยืมเขามา ไม่เท่าไรก็ต้องส่งคืน หรือ
เหมือนกับสิ่งที่พบเข้ากลางทาง เสร็จแล้ว ก็ต้องเดินเลยไป ทิ้งมันไว้ที่
ตรงนั้น ดังนี้ เป็นต้น รวมความแล้ว ก็คือ มีลักษณะ แห่งการที่ใครๆ
ไม่อาจจะเข้าไป เป็นเจ้าของได้ และเป็นเจ้าของตัวมันเอง ก็ไม่ได้ จึง
ได้เรียกว่า "อนัตตา" ดังนี้

บาลีแห่งบทที่แสดงอนัตตานี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า ท่านไม่ใช้ คำว่า สังขาร
ทั้งหลาย เหมือนใน ๒ ข้อแรก แต่ท่านใช้คำว่า ธรรมทั้งหลาย เป็นอนัตตา
นี้ย่อมแสดงว่า ขอบเขต แห่งสิ่งที่เป็น อนัตตา นี้ กว้าง กว่า ขอบเขตแห่ง
สิ่งที่ไม่เที่ยง และ เป็นทุกข์ สิ่งที่ไม่เที่ยง และเป็นทุกข์ ได้แก่ สังขารทั้งปวง
ส่วนสิ่งที่เป็นอนัตตานี้ หมายถึง ทุกสิ่ง ทั้งที่เป็นสังขาร และไม่ใช่สังขาร

สิ่งที่ไม่ใช่สังขาร คือ สิ่งที่ตรงข้ามจากสังขาร โดยประการทั้งปวง ได้แก่
วิสังขาร ซึ่งโดยเฉพาะ ได้แก่ สภาวะ ที่เรียกว่า นิพพาน คือ สภาวะพิเศษ
อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย ปรุงแต่ง อยู่นอกอำนาจ หรือ นอกขอบ
เขต ของการปรุง แต่ถึงอย่างนั้น สภาวะนั้น ก็เป็นอนัตตา คือ ไม่ใช่ตัวตน
ของมันเอง หรือ ของใคร คงให้เรียกแต่ว่า วิสังขาร หรือ นิพพาน หรือ
สิ่งที่ไม่มีอะไรปรุงแต่ง ดังนี้เป็นต้น ไปตามเรื่องของมัน อย่าได้เข้าใจว่า
เมื่อสังขาร เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนแล้ว สิ่งที่ตรงกันข้าม คือ วิสังขาร ก็จะเป็น
ตัวตน ดังนี้เลย ทั้งนี้เพราะเหตุใด ทั้งนี้ เพราะเหตุว่า ความรู้สึกว่า เป็นตัว
ตนนั้น เป็นเพียงของลมๆ แล้งๆ ที่เกิดขึ้นเพราะอวิชชา และอุปาทานทั้งนั้น

ลักษณะทั้ง ๓ นี้ ท่านเรียกว่า ธรรมฐีติ เป็นของที่ตั้งอยู่เองตามธรรมชาติ
เพราะฉะนั้น จึงได้ตรัสไว้ในธรรมนิยามสูตร เป็นใจความว่า ตถาคต จะ
เกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ตาม สังขารทั้งปวง ก็เป็นสิ่งไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น
อนัตตา อยู่เช่นนั้นเสมอไป นี้เป็นเครื่องแสดงว่า กฏอันเกี่ยวกับ สัจธรรม นั้น
ไม่เนื่องด้วย พระพุทธเจ้า โดยตรง แต่เป็น เรื่องของธรรมชาติ โดยเฉพาะ
พระพุทธเจ้า เป็นแต่เพียง ผู้ทราบกฏ อันนี้ และ ทราบหนทางที่ถูกต้อง ที่
พึงจะปฏิบัติ ต่อสิ่งเหล่านั้น ในลักษณะ ที่จะไม่ทำให้ เกิดความทุกข์ขึ้น
สามัญญลักษณะทั้ง ๓ นี้ ก็เหมือนกัน เป็นสิ่งที่ พระองค์ ทรงมองเห็นถึง
ที่สุด จนนำมาใช้ เป็นประโยชน์ เพื่อกำจัดความทุกข์ และก็ต้องใช้ได้ตลอด
ไป คือว่า พระพุทธเจ้า จะเกิดขึ้น หรือไม่เกิดขึ้น ก็ตาม เช่นเดียวกัน ผู้ปฏิบัติ
จะต้องสนใจ ในความจริงข้อนี้ ให้มาก

อีกอย่างหนึ่ง ได้ตรัสไว้ในคัมภีร์ ขุททกนิกายว่า เมื่อมีปัญญาเห็นว่า
สังขารไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และ ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา แล้ว ก็จะเกิด
ความเบื่อหน่าย ในสิ่งที่เป็นทุกข์ คือสิ่งที่ไม่เที่ยง แต่ตนสำคัญผิดว่า
เที่ยง คือสิ่งที่แท้จริงเป็นทุกข์ แต่ตนสำคัญผิดว่า เป็นสุข และสิ่งซึ่ง
เป็นอนัตตา แต่ตนสำคัญผิดว่า เป็นอัตตา เมื่อมีปัญญา ถึงขนาดนี้ ตัว
ปัญญานั่นเอง เป็นทางแห่ง ความหมดจด จากทุกข์ กล่าวคือ นิพพาน

ทั้งหมดนี้ ทำให้เราเห็นได้ว่า เรื่องอันเกี่ยวกับ ไตรลักษณ์ หรือ สามัญญลักษณะ
นี้ เป็นใจความสำคัญ เพราะ เป็นเรื่องแสดงให้เห็น ความทุกข์ แล้วนำมาซึ่ง
ทางแห่งความดับทุกข์ และเป็นเรื่องซึ่ง ทรง ย้ำมากที่สุด ทรงสั่งสอนมาก
ที่สุด กว่าเรื่องทั้งหลาย ควรที่จะ ได้รับการสนใจ เป็นพิเศษ

จบตอนที่ ๑ หมวดธรรมะประเภททฤษฎีฝ่ายทุกข์

คัดจาก หนังสือ ศึกษาธรรมะอย่างถูกวิธี หรือ ธรรมวิภาค นวกภูมิ
คำบรรยายธรรมะ ของ พุทธทาสภิกขุ ในพรรษา ปีพุทธศักราช ๒๕๐๐
พิมพ์โดย สำนักพิมพ์สุขภาพใจ