พระพุทธประวัติแบบรวม

ลพ.ปราโมทย์ ปาโมชฺโช:รู้ทันกันหลง540731

หลวงพ่อธี:อนัตตาสุดยอด 54-07-02

ปรุะวัติถ้ำเมืองนะ ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554

‘หลวงตาบัว’ ละสังขารแล้ว ณ วัดป่าบ้านตาด

ที่มา Voice TV

‘หลวงตาบัว’ ละสังขารแล้ว ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อเวลา 03.53น. หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน" แห่งวัดป่าเกสรศีลคุณ (วัดป่าบ้านตาด) ละสังขาร แล้ว สิริอายุรวม 98ปี

รายงานข่าวจากวัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี ว่าเมื่อเวลา 03.53น. หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน" แห่งวัดป่าเกสรศีลคุณ (วัดป่าบ้านตาด) ละสังขาร แล้วหลังบวชมา 78ปี สิริอายุรวม 98ปี ซึ่งคณะแพทย์เตรียมแถลงอย่างเป็นทางการอีกครั้งเช้านี้ และจะมีพิธีสรงน้ำ 9.00น.วันนี้

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน" แห่งวัดป่าเกสรศีลคุณ (วัดป่าบ้านตาด) อ.เมือง จ.อุดรธานี นาม บัว โลหิตดี ชาติภูมิ ในครอบครัวชาวนาผู้มีอันจะกิน ณ บ้านตาด อุดรธานี เกิดเมื่อ 12สิงหาคม พ.ศ.2456ขึ้น 11ค่ำ เดือน 9ปีฉลู ณ บ้านตาด อำเภอหมากแข้ง จังหวัดอุดรธานี บิดา นายทองดี โลหิตดี มารดา นางแพงศรี โลหิตดี พี่น้องทั้งหมด 16คน สถานภาพ

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน สมัยเด็ก เคารพเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา โดยได้ร่วมทำบุญตักบาตรกับผู้ใหญ่อยู่เสมอ วัยหนุ่ม เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัว ขยันขันแข็ง ทำงานอะไรทำจริงๆ จังๆ เป็นที่ไว้วางใจของพ่อแม่ในการงานทั้งปวงคู่ครอง เดิมไม่เคยคิดจะบวช เพราะอยากมีครอบครัว แต่มักมีอุปสรรคให้แคล้วคลาดทุกทีไป เหตุที่บวช เมื่ออายุครบ 20ปี พ่อแม่ขอร้องให้บวชตามประเพณีอยู่หลายครั้ง ท่านก็ทำเฉย ๆ ตลอดมา ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธแต่อย่างใด ในครั้งสุดท้ายนี้ ด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้า หวังพึ่งใบบุญจากการบวชของลูกให้ได้ ถึงกับทำให้พ่อแม่น้ำตาร่วง ครั้งนี้ท่านรู้สึกสะเทือนใจและเห็นใจพ่อแม่มาก จึงตัดสินใจ และยอมบวชตามประเพณี เพื่อตอบแทนพระคุณพ่อแม่ โดยตั้งใจไว้ในตอนต้นนี้ว่า จะบวชเพียงระยะสั้น ๆ เท่านั้น วันบวช 12พฤษภาคม พ.ศ. 2477ณ วัดโยธานิมิตร อุดรธานี

พระอุปัชฌาย์ ชื่อ ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์(จูม พันธุโล) วัดโพธิสมภรณ โดยมีท่านพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ฉายานามว่า "ญาณสมฺปนฺโน" แปลว่า "ถึงพร้อมแล้วด้วยการหยั่งรู้" ในพรรษาแรกท่านได้ตั้งสัจอธิษฐานว่า ในการทำวัตรเช้า-เย็นรวมและการบิณฑบาต จะไม่ให้มีวันใดขาดเลย และท่านก็ทำได้ตามที่ตั้งคำสัตย์ไว้ เรียนปริยัติ เมื่อได้เรียนหนังสือทางธรรม ตั้งแต่นวโกวาท พุทธประวัติ ประวัติพระสาวกอรหันต์ ที่ท่านมาจากสกุลต่างๆตั้งแต่พระราชา เศรษฐี พ่อค้า จนถึงประชาชน

หลังจากฟังพระพุทธโอวาทแล้วต่างก็เข้าบำเพ็ญเพียร ในป่าเขาอย่างจริงจัง ท่านตั้งสัจจะไว้ว่า จะขอเรียนบาลีให้จบแค่เปรียญ 3ประโยคเท่านั้น ส่วนนักธรรมแม้จะไม่จบชั้นก็ไม่เป็นไร จากนั้นจะออกปฏิบัติกรรมฐานโดยถ่ายเดียว จะไม่ยอมศึกษาและสอบประโยคต่อไปเป็นอันขาด เรียนจบ ท่านสอบได้ทั้งนักธรรมเอก และเปรียญ 3ประโยคในปีที่ท่านบวชได้ 7พรรษา ณ วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ และสถานที่แห่งนี้เอง เป็นที่แรกที่ท่านได้มีโอกาสพบเห็นท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต

Source : bangkokbiznews/bloggang.com (Image)

by VoiceNews

คำสอนสุดท้าย"หลวงตามหาบัว" : เราตายแล้ว เราจะไม่กลับมาเกิดในโลกนี้อีกต่อไป

ที่มา มติชน











หลังทราบข่าวสิ้น "หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน" หรือ พระธรรมวิสุทธิมงคล แล้ว บรรดาศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนทั่วทุกสารทิศที่เลื่อมใสศรัทธาต่างพากันโศกเศร้ากับการละสังขารของพระวิปัสสนากรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ที่มีชื่อเสียงชื่อดังแห่งภาคอีสานรูปนี้เป็นอย่างมาก หลังเฝ้าติดตามอาการอาพาธมาด้วยอาการปอดติดเชื้อเป็นเวลาหลายวันด้วยความเป็นห่วง


พระธรรมวิสุทธิมงคล หรือ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน มีนามเดิมว่า "บัว โลหิตดี" เกิดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2456 ในครอบครัวชาวนาซึ่งค่อนข้างมีฐานะ ในบ้านตาด จ.อุดรธานี พี่น้องทั้งหมด 16 คน ท่านเริ่มฉายแววทางธรรมะมาตั้งแต่เด็ก โดยเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาและร่วมทำบุญตักบาตรกับผู้ใหญ่เสมอ


เมื่อสมัยเป็นหนุ่ม พ่อแม่ขอร้องให้บวชตามประเพณีอยู่หลายครั้ง ท่านก็ทำเฉย ๆ ตลอดมา ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธแต่อย่างใด จนพ่อแม่น้ำตาร่วง ด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้า หวังพึ่งใบบุญจากการบวชของลูกให้ได้ ครั้งนี้ท่านรู้สึกสะเทือนใจและเห็นใจพ่อแม่มาก จึงตัดสินใจ และยอมบวชตามประเพณี เพื่อตอบแทนพระคุณพ่อแม่ ในวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2477 ที่วัดโยธานิมิตร อุดรธานี โดยตั้งใจไว้ในตอนต้นนี้ว่า จะบวชเพียงระยะสั้น ๆ เท่านั้น


ต่อมา ท่านได้มีโอกาสพบเห็นท่าน "พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต" ที่วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นพระอาจารย์องค์สำคัญที่สุดในชีวิตของท่าน จากนั้น ท่านก็ศึกษาทางธรรมและปฏิบัติกรรมฐานมากยิ่งขึ้น


ท่านมุ่งสู่วัดดอยธรรมเจดีย์ (ปัจจุบันอยู่ อ.โคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร) เป็นช่วงพรรษาที่ 16 ของท่าน ในช่วงนั้นเองที่ท่านได้"บรรลุธรรม"


ตลอดชีวิตสมณเพศของท่าน ท่านได้พยายามสอนพระเณรอยู่เสมอในเรื่องความเรียบง่าย มักน้อยสันโดษ การใช้สอย ปัจจัยสี่ที่ศรัทธาญาติโยมถวายมานั้น ให้เป็นไปด้วยความประหยัด ใช้สอยในสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น พร้อมทั้งสงเคราะห์ด้านธรรมะแก่พระเณร-ฆราวาสมาโดยตลอด ควบคู่ไปกับการบริจาคช่วยเหลือด้านวัตถุสิ่งของ ทั้งจตุปัจจัยไทยทาน แก่ประโยชน์ส่วนรวมตลอด 40 กว่าปี นับแต่ตั้งวัดป่าบ้านตาดขึ้นในปี 2498 ท่านเคยเล่าว่าหากจะนับเป็นมูลค่าน่าจะเป็นหมื่นล้านบาทขึ้นไป


โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "โครงการช่วยชาติ โดย หลวงตามหาบัวญาณสัมปันโน" ในขณะที่ประเทศชาติเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขั้นร้ายแรง หลวงตาตั้งใจจะนำ "ทองคำ" เข้าคลังหลวงให้ได้ 10 ตัน หรือ 10,000 กิโลกรัม ซึ่งที่ผ่านมาหลวงตามอบทองคำและดอลลาร์ที่มอบเข้าคลังหลวงไปแล้ว 15 ครั้ง ตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน 2541 ถึง 9 มกราคม 2553 รวมทั้งสิ้นเป็น ทองคำ 967 แท่ง หนัก 12,087.50 กิโลกรัม และดอลลาร์ (รวมดอกเบี้ย) 10,803,600 เหรียญสหรัฐ


ตามปณิธานของท่านที่เคยตั้งไว้ว่า "เวลามีชีวิตอยู่นี้ เราจะทำความดีให้โลกทั้งหลายได้เป็นคติตัวอย่างอันดีงาม และทำด้วยความเมตตาสงสาร เพราะหลังจากนี้แล้ว เราตายแล้ว เราจะไม่กลับมาเกิดในโลกนี้อีกต่อไป เป็นตลอดอนันตกาล"

หลวงตาบัว เคยกล่าวไว้ว่า การช่วยชาติที่แท้จริง ให้ต่างหันมาแก้ไขที่ต้นเหตุ คือ การทรงมรดกธรรมของพระพุทธศาสนา เอาศีลเอาธรรม ความประพฤติดีงาม ด้วยเหตุผลหลักเกณฑ์เข้ามาอุดหนุนจิตใจ จนมีหลักประกันภายในใจ เรียกว่า มีหลักใจ โดยหันกลับมาปรับปรุงตัวเราแต่ละคน ๆ ให้มีความประหยัด ไม่ลืมเนื้อลืมตัว ไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ด้วยการอยู่การกินการใช้การสอยการไปการมา โดยให้ดูแบบของพระผู้มีหลักเกณฑ์ภายในใจ เป็นแบบอย่างของความประหยัด ของผู้มีหลักเกณฑ์เหตุผล ให้มีธรรมคอยเหนี่ยวรั้งไว้ในใจไม่ให้ถูกลากจูงด้วยกิเลสตัณหาราคะ ด้วยความโลภโมโทสัน จนเลยเขตเลยแดน เหมือนรถที่มีแต่เหยียบคันเร่ง ไม่เหยียบเบรก ย่อมเป็นภัยอันตรายร้ายแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ในที่สุด หากต่างมีการหันมาอุดหนุนทั้งทางด้านหลักทรัพย์ และหลักใจควบคู่กันไป ปัญหาต่าง ๆ ของชาติย่อมทุเลาเบาบางลงเป็นลำดับ ๆ ไป

นอกจากนี้ หลวงตามหาบัว ยังเข้าไปมีบทบาททางการเมือง โดยในวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2548 หนังสือพิมพ์ ผู้จัดการรายวัน ได้ตีพิมพ์การเทศนาของพระธรรมวิสุทธิมงคล ซึ่งมีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์ พ.ต.ท. ทักษิณ อย่างหนัก และมีเนื้อหาส่วนหนึ่งได้กล่าวถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ว่ามีการใช้อำนาจ "...มุ่งหน้าต่อประธานาธิบดีชัดเจนแล้วเดี๋ยวนี้ พระมหากษัตริย์เหยียบลง ศาสนาเหยียบลง ชาติเหยียบลง..." ทำให้เกิดหัวข้อโต้เถียงกันเป็นวงกว้าง

และเมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2549 พระธรรมวิสุทธิมงคลได้แนะนำให้ พ.ต.ท. ทักษิณ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง และในการเทศนา ท่านได้อธิบายถึงรัฐบาลว่า "เลวทราม ฉ้อราษฎร์บังหลวง กระหายอำนาจและโลภ"


จนกระทั่งเมื่อถึงอาการอาพาธครั้งสุดท้ายของท่าน


หลวงตามหาบัว ได้เข้ารับการรักษาอาพาธ มาตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2553 ที่โรงพยาบาลศิริราช จากนั้นก็ได้กลับเข้าไปพักรักษาอาการป่วนที่วัดป่าบ้านตาด โดยในวันที่ 28 มกราคม สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินถึงวัดป่าบ้านตาด เพื่อเยี่ยมอาการอาพาธเป็นการส่วนพระองค์ ถึงห้องปลอดเชื้อกุฎิหลวงตามหาบัว มีคณะแพทย์จากโรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลศรีนคริทร์ จ.ขอนแก่น และโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานีกล่าวรายการ และเสด็จฯ กลับเข้าออก 3 ครั้ง โดยยังไม่มีแถลงอาการหลวงตามหาบัวออกมาจากคณะสงฆ์ มีเพียง"หมอจีน" มากราบชี้แจงต่อครูบาจารย์สายวัดป่าว่า การตรวจรักษาอาการอาพาธขณะนี้ได้ถอดสายและอุปกรณ์การแพทย์ออกหมดแล้ว เหลือเพียงออกซิเจนเท่านั้น


ต่อมาเมื่อเช้าวันที่ 29 มกราคม พุทธศาสนิกชนหลายพันคน เดินทางมาทำบุญตักบาตรที่และเฝ้าติดตามดูอาการอาพาธของหลวงตามหาบัว พร้อมคอยฟังคำแถลงอาการอาพาธของหลวงตา และคอยเวลาเข้าไปกราบหลวงตาที่กุฏิ ที่คณะสงฆ์อนุญาตบางช่วงเวลา


หลวงตามหาบัวมีอาการอาพาธลำใส้อุดตัน และมีปอดติดเชื้อมานานถึง6เดือน คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาอย่างต่อเนื่อง แต่อาการอาพาธไม่ดีขึ้น กระทั่งเมื่อเวลา 03.53 น. วันที่ 30 ม.ค. หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ก็ได้ละสังขารด้วยอาการสงบ สิริรวมอายุ 98 ปี

วันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2554

ธรรมะหลวงพ่อชา : การปฏิบัตินี้ถ้าไม่รู้จริงอย่าพูด มันขายขี้หน้าตนเอง

ที่มา มติชน




พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)


พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)


หมายเหตุ : มติชนออนไลน์ ได้นำธรรมคำสอนดีๆ ของ พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) พระนักธรรมผู้มีชื่อเสียงแห่งแดนอีสาน ณ วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ที่มีผู้รวบรวมไว้มาเผยแพร่เพื่ออาจเป็นการเรียกสติ ข้อคิดบางอย่าง บางประการให้กับผู้อ่านเว็บไซต์ของเราได้ ท่ามกลางโลกปัจจุบันที่หมุนไปตามเทคโนโลยี พึ่งพาความสะดวกสบาย จนเคยตัว หลายคนลืมธรรมมะ ดับร้อนลุ่มภายในจิตใจ มัวแต่จะหวังพึ่งพาสิ่งสมมติภายนอก ที่เป็นแค่เปลือกหุ้มไว้ ลืมความจริงที่เกิดขึ้นโดยไม่เคยเหลียวมองความเป็นไปได้ และผลที่จะตามมา...ทำให้โลก เกิด"โรคไม่น่าอยู่"เพิ่มมากขึ้นๆ ทุกขณะ


เรื่องของการเหาะเหินเดินอากาศ


เขาลือว่าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์ เป็นแล้วเหาะได้ไหมครับ"


แมงกุดจี่มันก็เหาะได้" ท่านตอบ (แมงกุดจี่ - แมลงชนิดหนึ่งอยู่กับขี้ควาย)


อีกครั้งหนึ่งมีผู้ถามคล้าย ๆ กันว่า


เคยอ่านพบเรื่องพระอรหันต์สมัยก่อน ๆ เขาว่าเหาะได้จริงไหมครับ"


ถามไกลเกินตัวไป มาพูดถึงตอไม้ที่จะตำเท้าเราดีกว่า"ท่านกล่าว

ขอของดีไปสู้กระสุน


ทหารคนหนึ่งไปกราบขอพระเครื่องกันกระสุนจากหลวงพ่อ


ท่านบอกหน้าตาเฉยว่า "เอาองค์นั้นดีกว่า เวลายิงกันก็อุ้มไปด้วย" ท่านชี้ไปที่พระประธาน


เอ๊า


มีเด็กหิ้วกรงขังนกมาชวนหลวงพ่อซื้อเพื่อปล่อยนกในการทำบุญในสถานที่แห่งหนึ่ง


นกอะไร เอามาจากไหน"


ผมจับมาเอง"


เอ๊า...จับเองก็ปล่อยเองซิล่ะ" ท่านว่า

ปวดเหมือนกัน


โยมผู้หญิงคนหนึ่งปวดขามาขอร้องหลวงพ่อเป่าให้


ดิฉันปวดขา หลวงพ่อเป่าให้หน่อยค่ะ"


โยมเป่าให้อาตมาบ้างซิ อาตมาก็ปวดเหมือนกัน" ท่านตอบ


อาย


ครั้งหนึ่งหลวงพ่อรับนิมนต์เข้าวัง ขณะลงจากรถ มีท่านเจ้าคุณรูปหนึ่งเข้ามาทักว่า


คุณชา สะพายบาตรเข้าวัง ยังงี้ไม่นึกอายในหลวงหรือ"


ท่านเจ้าคุณไม่อายพระพุทธองค์หรือ ถึงไม่สะพายบาตรเข้าวัง" ท่านย้อน

อาจารย์ที่แท้จริง


ท่านชาคโรถูกหลวงพ่อส่งไปอยู่ประจำวัดสาขาแห่งหนึ่ง เมื่อมีโอกาสหลวงพ่อได้เดินทางไปเยี่ยม


เป็นไงบ้าง ชาคโร ดูผอมไปนะ" หลวงพ่อทัก


เป็นทุกข์ครับหลวงพ่อ" ท่านชาคโรตอบ


เป็นทุกข์เรื่องอะไรล่ะ"


เป็นทุกข์เพราะอยู่ไกลครูบาอาจารย์เกินไป"


มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นอาจารย์ทั้งหก อาจารย์ฟังให้ดี ดูให้ดี เขาจะสอนให้เราเกิดปัญญา

อาจารย์นกแก้วนกขุนทอง


สมัยนี้มีครูบาอาจารย์สอนธรรมะมาก บางอาจารย์อาจสอนคนอื่นเก่ง แต่สอนตนเองไม่ได้ เพราะว่าสอนด้วยสัญญา (ความจำได้หมายรู้) จำขี้ปากคนอื่นเขามาสอนอีกที


หลวงพ่อเคยแสดงความเห็นในเรื่องนี้ว่า


เรื่องธรรมะนี่จริงๆแล้ว ไม่ใช่เรื่องบอกกัน ไม่ใช่เอาความรู้ของคนอื่นมา


ถ้าเอาความรู้ของคนอื่นมาก็เรียกว่าจะต้องเอามาภาวนาให้มันเกิดชัดกับเจ้าของ


อีกครั้งหนึ่ง ไม่ใช่ว่าคนอื่นพูดให้ฟังเข้าใจแล้วมันจะหมดกิเลส ไม่ใช่อย่างนั้น ได้ความเข้าใจแล้วก็ต้องเอามาขบเคี้ยวมันอีกให้มันแน่นอนเป็นปัจจัตตังจริงๆ

(ปัจจัตตัง - รู้เห็นได้ด้วยตนเอง >รู้อยู่เฉพาะตน)

โรควูบ


นักภาวนาคนหนึ่งถามปัญหาภาวนาของตนกับหลวงพ่อ


นั่งสมาธิบางทีจิตรวมค่ะ แต่มันวูบ ชอบวูบเหมือนสัปหงกแต่มันรู้ค่ะ มันมีสติด้วย เรียกว่าอะไรคะ"


เรียกว่าตกหลุมอากาศ" หลวงพ่อตอบ "ขึ้นเครื่องบินมักเจออย่างนั้น"

นั่งมาก


วันหนึ่งหลวงพ่อนำคณะสงฆ์ทำงานวัด มีวัยรุ่นมาเดินชมวัดถามท่านเชิงตำหนิ


ทำไมท่านไม่นำพระเณรนั่งสมาธิ ชอบพาพระเณรทำงานไม่หยุด"


นั่งมากขี้ไม่ออกว่ะ" หลวงพ่อสวนกลับ ยกไม้เท้าชี้หน้าคนถาม


ที่ถูกนั้น นั่งอย่างเดียวก็ไม่ใช่ เดินอย่างเดียวก็ไม่ใช่ ต้องนั่งบ้าง ทำประโยชน์บ้าง ทำความรู้ความเห็นให้ถูกต้องไปทุกเวลานาที อย่างนี้จึงถูก กลับไปเรียนใหม่ ยังงี้ยังอ่อนอยู่มาก


เรื่องการปฏิบัตินี้ถ้าไม่รู้จริงอย่าพูด มันขายขี้หน้าตนเอง"

ยศถาบรรดาศักดิ์

ท่านกล่าวถึงสมณศักดิ์ที่ได้รับพระราชทานมาไว้ครั้งหนึ่งว่า สะพานข้ามแม่น้ำมูล เวลาน้ำขึ้นก็ไม่โก่ง เวลาน้ำลดก็ไม่แอ่น"

ศักดิ์ศรี

หลวงพ่อเคยปรารภเรื่องภิกษุสะสมเงินทองปัจจัยส่วนตัวว่า ถ้าผมสิ้นไป พวกท่านทั้งหลายค้นพบ หรือเห็นปัจจัยเงินทองอยู่ในกุฏิผม โอ๊ย...เสียหายหมด เสียศักดิ์ศรีพระปฏิบัติ

พูดถึงหลวงพ่อชาเลยนึกขึ้นได้เรื่องหนึ่งครับ ผมสังเกตเห็นพระวัดหนองป่าพงของหลวงพ่อชา กับพระวัดสวนโมกข์ของหลวงพ่อพุทธทาสไปมาหาสู่สนิทสนมกันดีมากเหมือนเป็นสำนักเดียวกัน ดูๆไปท่านจะสนมกันมากกว่าพระสายพระอาจารย์มั่นเสียอีกด้วยซ้ำไปครับ

เลยไปถามหลวงพ่ออิสระมุนี (อดีตพระเลขาหลวงพ่อชา)ถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสองสำนักนี้ ท่านเล่าให้ฟังว่า เดิมทีเดียวมีคนนำเทปธรรมะหลวงพ่อพุทธทาสเรื่อง "สุญญตาปริทัศน์" มาให้หลวงพ่อชาฟัง (ตอนนั้นหลวงพ่อชาท่านอายุมากพอสมควรจนเป็นอาจารย์ใหญ่แล้ว)

ท่านฟังแล้วชอบอกชอบใจมาก รับรองว่านี่แหละธรรมะที่ถูกต้อง แล้วท่านก็ชอบฟังทุกๆคืนก่อนนอน ท่านชมว่าหลวงพ่อพุทธทาสเทศน์ได้ไพเราะจับใจน้ำเสียงสงบถึงใจดีนัก หลวงพ่ออิสระมุนีถึงกับต้องเตรียมเทปให้ท่านฟังตอนกลางคืนแทบทุกคืนเพราะท่านชอบมากๆ

ด้วยกิตติศัพท์นี้จึงทำให้พระหนองป่าพงหลายรูปเดินทางไปนมัสการหลวงพ่อพุทธทาสถึงสวนโมกข์ และนับแต่นั้นมาศิษย์สองสำนักนี้ก็สนิทสนมกันจนแทบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ส่วนหลวงพ่อพุทธทาสก็นิยมชมชื่นในธรรมะของหลวงพ่อชาไม่แพ้กันทีเดียว

วันหนึ่งท่านอาจารย์สุเมโธ (พระฝรั่ง) ได้เดินทางไปเยี่ยมเยียนสวนโมกข์ เห็นพระที่นั่นทำตัวสบายๆไม่เคร่งครัด จึงนึกดูถูกอยู่กลายๆ ว่า คงสู้สำนักหนองป่าพงไม่ได้ พอสบโอกาสจึงถามหลวงพ่อพุทธทาสว่าทำไมไม่กวดขันเรื่องวินัย

ท่านอาจารย์พุทธทาสนิ่งเฉยไปครู่ใหญ่ ส่ายหน้าช้าๆแล้วตอบเนิบนาบว่า "เรื่องวินัย มันเป็นเรื่องของเด็กๆ " แล้วนิ่งเสีย

ท่านอาจารย์สุเมโธ ไม่ชอบใจเลย หงุดหงิดกับคำตอบท่านมากๆ

หลังจากนั้นก็กลับหนองป่าพง ต่อมาไม่นาน หลวงพ่อชาให้ท่านไปเป็นเจ้าอาวาสที่วัดป่าแห่งหนึ่ง(เข้าใจว่าวัดป่านานาชาติ) ท่านต้องรับภาระปกครองพระภิกษุมากมาย ท่านก็กวดขันวินัยเคร่งครัดมากๆ

อยู่มาวันหนึ่งท่านเทศน์ในที่ประชุมสงฆ์ว่า การขบฉันของพระต้องสำรวม ไม่ให้มีเสียงดัง ต้องเรียบร้อย เทศน์จบรุ่งเช้าพอถึงเวลาฉัน มีพระฝรั่งเกเรรูปหนึ่งคงอยากลองดี เลยฉันอาหารต่อหน้าญาติโยมเสียงดังมาก สูดปาก ซูดๆ ดูดนิ้วด้วย เคี้ยวดัง จับๆ แบบว่าเอาเต็มที่เลย

ท่านอาจารย์สุเมโธโมโหมาก แต่จะทำอะไรก็ไม่ได้ ญาติโยมเต็มศาลา ก็ได้แต่อดใจข่ม

ทันใดนั้นเลยนึกถึงคำหลวงพ่อพุทธทาส "อ๋อ นี่มันเด็ก ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้อะไรดี อะไรไม่ดี ธรรมวินัยเขาเอาไว้ใช้กับพวกเด็กๆคงเป็นอย่างนี้เอง" ท่านซาโตริขึ้นมาทันที เลยหายโกรธ สบายใจได้

นับแต่นั้นมาท่านเลิกดูถูกภูมิปัญญาหลวงพ่อพุทธทาสไปเลยครับ

ทุกวันนี้ไปสวนโมกข์ หรือวัดชลประทาน ก็จะเห็นหนังสือธรรมะของหลวงพ่อชาวางจำหน่ายปนๆกับธรรมะของหลวงพ่อพุทธทาสและหลวงพ่อปัญญาครับ

วันเสาร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2554

ดังตฤณวิสัชนา ฉบับเปิดกรุ

ที่มา ธรรมะใกล้ตัว

ดังตฤณวิสัชนา ฉบับเปิดกรุ - ฉบับที่ ๑๑๑

Print PDF

ถาม - อาการที่เราเรียกกันว่าผีอำที่เกิดขึ้นเวลาที่เราหลับ ในทางพุทธศาสนามีคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ไหมคะ ว่าเกิดขึ้นจากอะไร

dungtrin_gru2สำหรับคำอธิบายทางพุทธศาสนานั้น
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่า "คำอธิบาย" มาตรฐานจริงๆแล้ว
หมายถึงสิ่งที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎก
ซึ่งมีถ้อยคำของผู้รู้จริงสูงสุดคือพระพุทธเจ้าเอาไว้

ปัญหาคือพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ตรัสเหวี่ยงแหไปทุกเรื่อง
แล้วก็ไม่ได้มีใครซักถามท่านหมดทุกประเด็น
เช่นกรณีผีอำนี้ เท่าที่ผ่านตาผมไม่เคยเจอ
ฉะนั้นก็ต้องเอาคำอธิบายแบบคนพุทธรุ่นหลังที่ไม่มีพระพุทธเจ้าเป็นประกัน
ซึ่งก็ต้องดูว่าคนอธิบายปฏิบัติธรรม
ประพฤติตนตามพระพุทธเจ้ามาได้มากน้อยเพียงใด

ตามความเห็นของผม กรณีผีอำส่วนใหญ่เป็นอาการทางประสาทนะครับ
จะเกี่ยวกับระบบลมหายใจติดขัดชะงักเสียมาก
เช่นนอนในท่าที่จะทำให้หายใจลำบาก
หรืออาจมีส่วนกำเกร็ง มีคลื่นรบกวนจากสภาพฝันที่ไม่ปกติ
หรือเป็นโรคหอบหืด เป็นภูมิแพ้ หายใจขัดอยู่โดยเดิม
และมีผลข้างเคียงให้ระบบการทำงานของร่างกายบางส่วนสะดุดชะงักลง
เช่นกระดิกกระเดี้ยไม่ได้ รู้สึกเหมือนมีอะไรกดทับ

แต่ก็จะมีกรณีที่สิ่งลึกลับภายนอกเข้ามากระทำได้จริงๆเหมือนกัน
โดยจะมีการเลือกเอาฤกษ์ปลอดจากบุญคุ้มกันเป็นจังหวะลงมือ
กรณีนี้จะรู้สึกชัดว่าเป็นพลังจากภายนอก
มีกระแสประทุษร้ายจากภายนอกปรากฏเข้มข้นชัดเจน
(สัมผัสประทุษร้ายคือจุดต่างระหว่างเจอของจริงกับเจอประสาทรวน)
โดยมากมักเล่นงานที่จุดอ่อนต่างๆเช่นหลอดลมหายใจและหัวใจ
แต่หากสวดมนต์อิติปิโสฯจนขึ้นใจ
กระทั่งสามารถระลึกถึงได้ในขณะฝัน
อันนี้ก็หน่วงกระแสกุศลสว่างมาช่วยได้ทันครับ

สำหรับคำตอบของผมเกี่ยวกับเรื่องลึกลับ
ขออย่านับเป็นข้อมูลอ้างอิงที่เชื่อถือได้เต็มร้อยนะครับ
เพราะผมไม่เคยได้ใบรับประกันจากผู้เชี่ยวชาญภูตผีปีศาจที่ไหนสักแห่ง

http://www.dungtrin.net/newsletter/viewtopic.php?t=70&postdays=0&postorder=asc&start=45

ธรรมะจากพระผู้รู้ - ฉบับที่ ๑๑๑

ที่มา ธรรมะใกล้ตัว

ธรรมะจากพระผู้รู้ - ฉบับที่ ๑๑๑


Print PDF

luangporพระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชฺโช


ถาม: การเจริญสติที่ให้เกิดปัญญาด้วยคืออย่างไรครับ

หัดรู้หัดดูไปสบายๆ ดูธาตุดูขันธ์ทำงาน
การเดินปัญญานะ ถ้าทิ้งการพิจารณาธาตุขันธ์แล้วไม่ใช่การเจริญปัญญาที่แท้จริง
ต้องรู้ธาตุรู้ขันธ์ของจริงๆเลย
รู้ขันธ์ ๕ รูปคือร่างกายนี้
เวทนาคือความรู้สึกสุขรู้สึกทุกข์
สัญญาคือความจำได้ความหมายรู้
สังขารคือความปรุงดีความปรุงชั่ว
แล้วก็วิญญาณก็คือความรับรู้อารมณ์ทางตาทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ
เราดูอย่างนี้ ดูเค้าทำหน้าที่ไปนี้ ดูขันธ์

แล้วดูธาตุล่ะ ดูธาตุมาแยกลงในร่างกาย
ร่างกายประกอบด้วยธาตุ มีธาตุอะไรบ้าง
ดิน น้ำ ลม ไฟ และมีอากาศธาตุอีกอัน
ไม่มีอากาศธาตุ ดินน้ำลมไฟไม่มีที่ตั้งนะ
ดินน้ำลมไฟตั้งอยู่ในอากาศธาตุอีกทีหนึ่ง
อากาศธาตุไม่ได้แปลว่าอากาศ ไม่ใช่แปลว่า
air นะ
แต่หมายถึง
space (พื้นที่)
ไอน์สไตน์เก่งนะพูดถึง
time และ space พระพุทธเจ้าพูดมาก่อน
ไอน์สไตน์ถึงยอมรับศาสนาพุทธได้มากกว่าศาสนาอื่น


เวลาเราจะดูธาตุ เราดูลงในร่างกายนี้
ร่างกายประกอบด้วยธาตุดิน
ธาตุดินคืออะไร
? ธาตุดินคือส่วนที่แข็ง
ธาตุน้ำเป็นส่วนที่ซึมซ่าน
เป็นแรงดึงดูด แผ่ซ่านออกไปแล้วก็มีหน้าที่ดึงดูดระหว่างโมเลกุล
ธาตุดินเป็นส่วนที่เป็นส่วนที่เป็นตัวที่แข็งๆ ถ้าเป็นก็เป็นพวกตัวอะตอมแท้ๆของมันละมั้ง
แล้วก็มีแรงดึงดูดนะ ทำให้อะตอมคงตัวอยู่ได้ ทำให้โมเลกุลคงตัวอยู่ได้
ตัวที่ดึงดูดให้มันคงตัวอยู่ด้วยกันเรียกว่าธาตุน้ำ
ธาตุลมคือความเคลื่อนไหว ความเคลื่อนไหว
งั้นถามว่าในเซลล์หนึ่งเซลล์มีความเคลื่อนไหวไหม
ในอะตอมหนึ่งอะตอมมีความเคลื่อนไหวไหม
? มีอยู่ตลอดเวลา
ธาตุไฟคือตัวอะไร ตัวเย็นตัวร้อน เป็นตัวพลังงานนะ

นี่มันทำงานของมันอยู่นะ ทำงานอยู่ใน
space เราก็ดูมันทำงานไป ไม่มีคน
ร่างกายนี้ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา
เป็นวัตถุธาตุนะ มีธาตุหลายอย่างมาประกอบกัน มาทำงานร่วมกัน
ธาตุดินไม่ได้อยู่ต่างหาก
ธาตุดินจะมีขึ้นมาได้ก็ต้องอาศัยธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ มาอยู่ด้วยกัน
ธาตุลมจะอยู่ได้ ก็ต้องอาศัย ดิน น้ำ ไฟ
ธาตุไฟจะอยู่ได้ ก็ต้องอาศัย ดิน น้ำ ลม
ธาตุน้ำอยู่ได้ ก็ต้องอาศัยธาตุดิน ไม่มีธาตุดิน มันจะไปดึงดูดอะไร
ธาตุน้ำมันก็ทำงานไม่ได้ใช่ไหม เพราะธาตุน้ำเป็นแรงดึงดูด

งั้นดิน น้ำ ลม ไฟ ในความเป็นธาตุจริงๆ ไม่ใช่อย่างที่เรานึกเอา
นะ
เราเริ่มแยก แยกร่างกายอย่างผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก อะไรอย่างนี้
อันนี้ถือว่าถ้าพูดในทางมีคนมีสัตว์ มีเรามีเขา ก็ถือว่าเป็นธาตุดิน
แต่ความจริงแล้วในเส้นผมหนึ่งเส้นเนี่ย มีทั้งดิน น้ำ ไฟ ลม ครบเลย
ผมมีแรงดึงดูดไหม
? ระหว่างเซลล์ในเส้นผมมันก็มีใช่ไหม
มีความเคลื่อนไหวภายในไหม
? มี
ถามว่าในก้อนอิฐก้อนหินนี่มีความเคลื่อนไหวไหม
? มีนะ
พระองค์แรกที่พูดให้หลวงพ่อฟังเรื่องนี้นะคือหลวงปู่ดูลย์
วันหนึ่งนั่งอยู่กับท่านนะ ท่านก็ชี้ลงไปที่กระเบื้องปูกุฎิท่านนี่แหละ
บอกว่าสิ่งทั้งหลายนะ จะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตเนี่ย มีความเคลื่อนไหวตลอดเวลา
ตอนเราเด็กๆ เราเรียนบอกว่าสิ่งมีชีวิตคุณสมบัติคือเคลื่อนไหวได้ สิ่งไม่มีชีวิตไม่เคลื่อนไหว
ตอนนั้นเจอหลวงปู่ดูลย์นะ โอ ผู้เฒ่าอายุเก้าสิบกว่าเกือบร้อยแล้ว
บอกว่าสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตล้วนแต่เคลื่อนไหวได้
ทำไมเคลื่อนไหวได้ เพราะมันมีช่องว่าง
มีช่องว่างมาคั่นนะ มันเคลื่อนไหวได้
ดูสิ ผู้เฒ่าเก่งขนาดนั้นนะ พวกเราแค่ฟังก็ งงๆ แล้ว
เพราะงั้นสิ่งมีชีวิต สิ่งไม่มีชีวิต มีความเคลื่อนไหวนะ

ทีนี้เราจะดูธาตุยังไง
อย่างเรานั่งอยู่นะ เราดูธาตุ ดูโดยอนุโลมเอา
เราดูยังไม่เห็นแรงดึงดูดระหว่างอะตอมอะไรนี่ดูยังไม่เห็นหรอก
แรงดึงดูดระหว่างอะตอมนี่เป็นธาตุน้ำ ธาตุน้ำรู้ด้วยใจ
ธาตุดิน ธาตุไฟ ธาตุลม รู้ด้วยร่างกาย
ธาตุดินรู้ด้วยร่างกายเช่นอะไร
เช่นเราสัมผัสมือ ลองนวดมือตัวเองดูสิ
รู้สึกไหมมันมีส่วนที่แข็งๆ ส่วนที่อ่อนๆ
ความแข็งความอ่อนนั่นแหละเรียกว่าธาตุดิน
ลองสัมผัสยาวๆ รู้สึกไหมแต่ละจุดมีความร้อนที่ไม่เท่ากัน
บางจุดร้อนมาก บางจุดร้อนน้อย นี่คือธาตุไฟนะ
ธาตุไฟในแต่ละที่ไม่เท่ากันนะ บางทีก็เพิ่มขึ้น บางทีก็ลดลง
ธาตุดินบางทีก็เพิ่มขึ้น บางทีก็ลดลง
เช่นเวลาเราเดิน เวลาที่เท้าเหยียบพื้นเนี่ย ธาตุดินในน่องจะเพิ่มขึ้น จริงไม่จริง
ทดลอง ลองเอามือกดลงไปที่พื้น
กดแรงๆ แล้วลองจับแขนตัวเองดูมันแข็งมากขึ้นไหม
? มันจะแข็งมากขึ้นนะ
เวลาเท้าเหยียบพื้นนะ ธาตุดินที่น่องเพิ่มขึ้น
เวลาเคลื่อนเท้าไปเนี่ย ธาตุลมเพิ่มขึ้น

เนี่ยธาตุกรรมฐานแท้ๆ นะ ดูยากที่สุดเลย
แต่เราใช้ธาตุอนุโลมเอา
ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ถือว่าเป็นธาตุดินนะ นี้โดยอนุโลมเอา

ดูลงไปว่าไม่เป็นตัวเป็นตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์
มองในมุมอันนั้นก็พอมองได้นะ ใช้ได้อยู่
เนี่ยการเดินปัญญานะ ไม่ดูขันธ์ ก็มาดูธาตุ
แต่ขันธ์ดูง่าย ธาตุดูยากมาก ธาตุดูยาก

หายใจ หายใจ เอามือรอไว้ที่จมูก
สังเกตไหมว่าลมเข้ามันเย็น ลมออกมันร้อน
เวลาลมกระทบมือน่ะ รู้สึกไหมลมเข้ามันเย็นลมออกมันร้อน
แสดงว่าอะไร ธาตุไฟในลมหายใจนี้ไม่เที่ยง
เอาใหม่ หายใจแรงๆ รดหลังมือ
รู้สึกไหมมันมีมวลของอากาศกระทบหลังมือ
ตัวมวลของอากาศเป็นธาตุดินนะ
หายใจแรงๆ รู้สึกแข็งขึ้นมาไหม
? มันแข็งขึ้นนะ

งั้นธาตุกรรมฐานนะ เล่นยากนะ ถ้าสมาธิไม่พอไม่เห็นหรอก
เราก็ดูตัวอื่นๆ อนุโลมไป
อย่างดูลมหายใจ ร่างกายหายใจ ไม่ถึงกับเล่นธาตุนะ
ดูลมหายใจ เห็นร่างกายที่หายใจอยู่ไม่ใช่เรา
ร่างกายที่หายใจออกไม่ใช่เรา
ร่างกายที่หายใจเข้าไม่ใช่เรา เห็นอย่างนี้ไปเลย

หรือดูอิริยาบท 4 นะ ยืน เดิน นั่ง นอน
ร่างกายที่ยืน ร่างกายที่เดิน ร่างกายที่นั่ง ร่างกายที่นอน ไม่ใช่เรายืนเดินนั่งนอน

เห็นเป็นก้อนธาตุมันยืนเดินนั่งนอน ไม่ถึงขนาดแยกว่าเป็นธาตุ 4 นะ
ไม่ถือขนาดเห็น
space หรอกนะ แต่ว่าอนุโลมเอา

แค่เห็นร่างกายที่หายใจออกไม่ใช่เรา เห็นร่างกายที่หายใจเข้าไม่ใช่เรา
เห็นแค่นี้นะ ใจมันพอยอมรับได้แล้ว
ถึงจุดหนึ่งก็ยอมรับได้แล้วว่าร่างกายไม่ใช่เราหรอก
เป็นวัตถุเป็นก้อนธาตุ
แต่ไม่ถึงขนาดไปแยกว่าเป็นธาตุอะไรบ้าง
เป็นอย่างนี้นะ ค่อยรู้ค่อยดูเอา
ร่างกายที่ยืน ร่างกายที่เดิน ร่างกายที่นั่ง ร่างกายที่นอน
มันยืน มันเดิน มันนั่ง มันนอน มันไม่ใช่เราหรอก
ดูอย่างนี้เรื่อยๆไป อย่างนี้ก็พอได้นะ ไม่ถึงขนาดรู้ธาตุแท้ๆ รู้ยาก ยากสุดๆเลย
ถ้าไม่ทรงฌาณจริงนะ สมาธิไม่พอจริง ไม่เห็นหรอก

งั้นเราคอยรู้สึกนะ รู้ลงมา ค่อยดูร่างกายที่ยืนเดินนั่งนอน
ร่างกายที่หายใจออก ร่างกายที่หายใจเข้า ไม่ใช่เรา
ดูไปเรื่อยนะ ดูไป
ความรู้สึกสุข ความรู้สึกทุกข์ กุศล อกุศล ก็ไม่มีเรา
ดูไปเรื่อย เป็นแค่ความรู้สึก

สวนสันติธรรม
วันเสาร์ ที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๓

ขอเชิญสำรองที่นั่งฟังการบรรยายธรรมของหลวงพ่อปราโมทย์ ที่วัดยานนาวา

ที่มา Dhammada News

เรียนสาธุชนผู้ใฝ่ในธรรมทุก ๆ ท่าน

รายการธรรมปทีป มีความยินดีขอเชิญสาธุชนทุก ๆ ท่านสำรองที่นั่งฟังธรรม โดยได้รับความเมตตาอย่างสูงจาก หลวงพ่อปราโมช ปาโมชฺโช มาบรรยายธรรมที่อาคารมหาเจษฎาบดินทร์ชั้น 3 วัดยานนาวา วันเสาร์ที่ 29 มกราคม 2554 เริ่มออกอากาศทาง WBTV สถานีวิทยุโทรทัศน์โลกพระพุทธศาสนาเฉลิมพระเกียรติฯ เวลา 16.00 น. (ตรง) ถึง เวลา 17.00 น.

ดังนั้นสาธุชนผู้ใฝ่ในธรรม จะต้องเดินทางไปยังสถานที่ดังกล่าวข้างต้นตั้งแต่เวลา 13.30 น. เป็นต้นไปเพื่อเตรียมความพร้อมของรายการธรรมปทีป เดินทางสะดวกที่สุดคือ

  • รถไฟฟ้าลงที่สถานีตากสิน,
  • เรือด่วนเจ้าพระยาขึ้นที่ท่าสาทร, นั่งเรือข้ามฟากจากท่าเรือเป๊ปซี่ ไปท่าสาธร
  • รถเมล์สาย 1, 15, 17, 35, 75, 163, 504, 547 หรือ TAXI ลงที่ป้ายรถเมล์หน้าวัดยานนาวาค่ะ

ใช้รถยนต์ส่วนตัวอาจไม่สะดวกเรื่องที่จอดรถค่ะ (ที่จอดรถภายในวัดมีจำกัด)


ท่านสามารถโทร.สำรองที่นั่งได้ที่หมายเลขโทรศัพ์ 027-125-500 (หลายคู่สาย)
ในเวลา 10.00น. – 17.30 น. (พักเที่ยงเวลา 12.30น.-13.30น.)
บริษัท สำนักงานโฟร์เอส จำกัด คุณพันทิพา หลักเสลา
หรือ โทรศัพท์เคลื่อนที่ 081-919-7423 ได้ตลอดเวลา (ยกเว้นเวลาวิกาล)

ในวันหยุด กรุณาติดต่อทางโทรศัพท์เคลื่อนที่เท่านั้น เนื่องจากสำนักงานหยุด

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และ ขออนุโมทนาในกุศลจิตกับทุก ๆ ท่านค่ะ

พันทิพา หลักเสลา
ผู้ประสานงานโครงการธรรมปทีป
วัดยานนาวา อารามหลวง

>>> แผนที่วัดยานนาวา <<<

หมายเหตุ คลิปธรรมะที่ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ Dhammada.net (ธรรมดา ด็อต เน็ต) คือเสียงการแสดงธรรมเพียงบางช่วง บางตอน ของ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สวนสันติธรรม ศรีราชา ชลบุรี ซึ่งทางกลุ่มธรรมดาเป็นผู้จัดทำเพื่อให้เป็นหมวดหมู่ และยังมีเรื่องของการตอบคำถามเฉพาะเรื่องเฉพาะบุคคลด้วย ดังนั้นจึงยังไม่ใช่ข้อสรุปของการสอนธรรมะของท่านแต่อย่างใด รวมทั้งคำพูดหรือศัพท์บัญญัติที่ใช้ อาจเป็นที่เข้าใจเฉพาะกับผู้ถามเท่านั้น มิใช่การพูดเป็นการทั่วไป จึงขอความกรุณาอย่าได้นำไปใช้อ้างอิงในที่ใดโดยเด็ดขาด ขอเป็นเพียงการฟังเพื่อเข้าใจแนวทาง และเพื่อเป็นกำลังใจในการภาวนาเท่านั้น
อนึ่ง Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

วันอาทิตย์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2554

ใครอยากไปนิพพาน ลองฟังทางนี้ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แผ่นที่ ๓๗

หลวงพ่อปราโมทย์ ปราโมชโช


คำชี้แจงการดาวน์โหลด อ่าน
1.ขอแนะนำให้ทุกท่านดาวน์โหลดไฟล์ไปเก็บไว้ที่เครื่องก่อนที่จะฟัง ไม่ควรฟังจากเซิร์ฟเวอร์โดยตรง
เพราะจะทำให้เกิดการดาวน์โหลดจากเซิร์ฟเวอร์ทุกครั้งที่ทำการฟัง
และยังจะทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรทางด้านเน็ตเวอร์คมากขึ้นทั้งที่สามารถหลีกเลี่ยงได้
2.วิธีการดาวน์โหลดจากเซิร์ฟเวอร์ไปฟังนั้น แยกตามบราวเซอร์ได้ดังนี้
1.IE (Internet Explorer) ให้กดคลิ้กปุ่มขวา จะมีชอร์ตคัตเมนูขึ้นมา
ให้เลือก Save As แล้วเลือกเก็บไฟล์ไวัในโพลเดอร์ที่ต้องการ
2.Mozilla Firefox ให้กดคลิกปุ่มขวา จะมีชอร์ตคัตเมนูขึ้นมา
ให้เลือก Save Link As แล้วเลือกเก็บไฟล์ไว้ในโฟลเดอร์ที่ต้องการ
3.Mac
1.หากเป็นเมาส์แบบ 2 ปุ่ม ให้คลิกปุ่มขวา จะมี Dialog Box ขึ้นมา
ให้เลือก Save File As แล้วเลือกเก็บไฟล์ไว้ในไดเร็คทอรีที่ต้องการ
2.หากเป็นเมาส์แบบ 1 ปุ่ม ให้กดปุ่ม command หรือปุ่มรูปแอปเปิ้ล แล้วคลิก
จะมีชอร์ตคัตเมนูขึ้นมา ให้เลือก Save File As แล้วเลือกเก็บไฟล์ไว้ในไดเร็คทอรีที่ต้องการ
3.การใช้โปรแกรมช่วยดาวน์โหลด หรือช่วยเร่งดาวน์โหลด เช่น FlashGet จะไม่สามารถใช้งานได้อีก
เพราะเซิร์ฟเวอร์จะมองว่าเป็นการโจมตี แล้วจะทำให้ไม่สามารถดาวน์โหลดได้
โดยจะมีอาการประหลาดหลายอย่าง เช่น ดาวน์โหลดวนไปมาไม่เสร็จสักที
หรือไม่สามารถดาวน์โหลดได้เลย
4.สำหรับผู้ที่ใช้ Mozilla Firefox และใช้ Add on เพื่อช่วยดาวน์โหลดนั้น
สามารถใช้ DownThemAll ได้โดยไม่มีปัญหาอะไร
แต่การดาวน์โหลดที่เกิดขึ้น จะมีเพียง session เดียว ไม่สามารถแตกไฟล์ได้
5.ท่านที่ดาวน์โหลดแล้วไม่เห็นขนาดไฟล์ ขอให้เข้าใจว่าเป็นลักษณะอาการที่เป็นปกติ
เพราะจะช่วยให้โปรแกรมที่โจมตี ไม่สามารถทำงานได้ เพราะไม่สามารถประเมินได้ว่า
ควรจะโจมตีที่ไฟล์ใด

ในกรณีที่ท่านประสบปัญหาในการดาวน์โหลด
ขอให้แจ้งมาที่ support.wimutti.net@gmail.com โดยให้แจ้งพร้อมรายละเอียดดังนี้
1.ประเทศที่ท่านอยู่ในขณะที่ดาวน์โหลด และเวลาที่เป็นเวลาท้องถิ่น (Local Time)
พร้อมเวลาที่ทด (Daylight Saving Time: DST) ถ้ามี
2.บราวเซอร์ที่ท่านใช้
3.ไฟล์ที่ท่านดาวน์โหลด
4.หน้าที่ท่านเข้าไปดาวน์โหลด
5.เซิร์ฟเวอร์ที่ท่านดาวน์ ซึ่งในข้อ 3, 4 และ 5 หากท่านส่ง url
หรือลิงก์ที่ปรากฎในช่อง address ของบราวเซอร์มา ก็ใช้ได้เหมือนกัน
6.ข้อความ Error ที่ได้รับ (ข้อนี้สำคัญมาก เพราะหากไม่บอก
ทางผู้ทำหน้าที่ให้การช่วยเหลือจะไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้
และจะต้องสอบถามกลับไป ซึ่งจะทำให้เกิดความล่าช้าในการแก้ไขปัญหา)

ขอแสดงความนับถือ
wimutti.net

ซ่อน

แผ่นที่ 37



MP3
WMA


128Kb64Kb

วันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม 2553(A) 28,313 KB 14,125 KB
10,802 KB
วันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม 2553(B) 49,178 KB 24,532 KB
18,755 KB
วันพุธที่ 27 ตุลาคม 2553(A) 27,945 KB 13,941 KB
10,661 KB
วันพุธที่ 27 ตุลาคม 2553(B) 50,676 KB 25,279 KB
19,325 KB
วันพฤหัสบดีที่ 28 ตุลาคม 2553(A) 26,986 KB 13,463 KB
10,294 KB
วันพฤหัสบดีที่ 28 ตุลาคม 2553(B) 41,325 KB 20,615 KB
15,761 KB
วันอาทิตย์ที่ 31 ตุลาคม 2553 26,893 KB 13,416 KB
10,259 KB
วันศุกร์ที่ 12 พฤศจิกายน 2553 50,372 KB 25,128 KB
19,208 KB
วันเสาร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2553(A) 24,829 KB 12,387 KB
9,473 KB
วันเสาร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2553(B) 53,763 KB 26,819 KB
20,502 KB
วันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายน 2553 51,978 KB 25,929 KB
19,824 KB
วันอาทิตย์ที่ 21 พฤศจิกายน 2553 23,347 KB 11,647 KB
8,905 KB
วันศุกร์ที่ 26 พฤศจิกายน 2553 48,492 KB 24,190 KB
18,492 KB
วันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2553(A) 24,935 KB 12,439 KB
9,513 KB
วันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2553(B) 41,905 KB 20,904 KB
15,980 KB
วันเสาร์ที่ 4 ธันวาคม 2553(A) 26,561 KB 13,251 KB
10,133 KB
วันเสาร์ที่ 4 ธันวาคม 2553(B) 48,109 KB 23,999 KB
18,347 KB
วันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม 2553(A) 27,350 KB 13,644 KB
10,433 KB
วันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม 2553(B) 43,323 KB 21,612 KB
16,523 KB

ที่มา วิมุตติ